ถอดรหัส ศก.โค้งสุดท้าย’69 หวั่นโครงสร้างอัมพาตดันไม่ขึ้น หลังปิดฉาก IMF-World Bank

26.10.26 | 09:47 น.
ถอดรหัส ศก.โค้งสุดท้าย’69 หลังปิดฉาก IMF-World Bank

ปิดฉากไปแล้วกับ การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี หากประเมินจากตัวเลขของกระทรวงการคลังที่มองเม็ดเงินสะพัดและการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดึงดูดคณะผู้แทน รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุนจาก 191 ประเทศเข้าร่วมกว่า 19,000-20,000 คน อีกด้านยังถือเป็นการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันทีระดับ 5,000-10,000 ล้านบาท ไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และการขนส่งสาธารณะ ถือเป็นการยกระดับภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไมซ์ หรือการจัดประชุมสัมมนา พิสูจน์ความพร้อมของกรุงเทพฯ ในฐานะ Global City ที่รองรับเมกะอีเวนต์ระดับโลกได้อย่างราบรื่น

เป็นการเปิดตัวประเทศไทยผ่านสายตาชาวต่างชาติทั่วโลก ด้วยการโชว์ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยทั้งรูปแบบการตกแต่งศูนย์การประชุม เมนูอาหารที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและอาหารไทยร่วมสมัย ศิลปะการต่อสู้ระดับโลก แฟชั่น งานฝีมือ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านของที่ระลึกสายรักษ์โลก แจกถุงผ้าขาวม้าที่ออกแบบลวดลายช้างบ้านหาดเสี้ยวจากสุโขทัย อุตสาหกรรมดนตรีและศิลปินไทย รวมถึงในงานเลี้ยงต้อนรับ ได้มีการดึงศิลปินไทยและเยาวชนคนเก่งไปปล่อยพลังบนเวทีโลก หนึ่งในไฮไลต์คือ การแสดงของ เนเน่ รอยัล (NENE ROYAL) ศิลปินสาวไทยวัย 16 ปี ดีกรีแชมป์ที่เคยร่วมงานกับวงระดับโลก มาร่วมสร้างความบันเทิงและมอบความสนุกในงานเลี้ยงอาหารค่ำ


⦁กับดักหลังฉากหน้าสวยหรู

ทั้งหมดทั้งมวลสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก สะท้อนจากเสียงชมไม่ขาดปากของ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ชื่นชมไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพในการจัดประชุม IMF-World Bank 2026 เป็นอย่างมาก ถึงขั้นชวนผู้ร่วมงานออกไปช้อปปิ้งในประเทศ เพื่อร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่หากพิจารณาจากคำพูดที่เรียกเสียงหัวเราะเฮฮาจากมาดาม IMF ให้ลึกลงไปมากกว่านั้น อาจถือเป็นสัญญาณเตือนถึงอะไรบางอย่างได้หรือไม่ เนื่องจาก IMF ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ จะขยายตัวได้เพียง 2.1% เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคอาเซียน หรืออาเซียน-5 นอกจากนี้ IMF ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงในหลายภาคส่วน

เจาะลึกลงไปถึงสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ IMF ปรับคาดการณ์จีดีพีไทยทั้งปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2.1% แม้เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาจากระดับ 1.6% ในคาดการณ์ก่อนหน้านี้ และเป็นระดับที่ต่ำมาก แต่การปรับคาดการณ์ขึ้นมานั้นก็ถือว่า ยังไม่ได้เป็นระดับที่สูงมากเทียบเท่ากับศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ พบว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้ง แม้ตัวเลขจะดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ อาเซียน-5 ไทยยังคงขยายตัวได้ช้าที่สุด อาทิ เวียดนามคาดว่าโต 8.4%, มาเลเซีย 5.2% และสิงคโปร์ 5% เนื่องจากปัญหาเรื้อรัง 5 ด้าน ได้แก่ 1.สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กำลังแรงงานของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง 2.วิกฤตหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกดทับกำลังซื้อและการบริโภคภาคเอกชนในระยะยาว 3.ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง การฟื้นตัวของผลผลิต (Productivity) ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมปรับตัวช้า 4.การลงทุนกระจุกตัว ประโยชน์ที่ได้จากอุตสาหกรรมใหม่อย่าง AI หรือคลาวด์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางบริษัทหรือบางกลุ่มธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้กระจายตัวไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทั้งระบบ และ 5.คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ ซึ่ง IMF ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2.1% ก่อนจะทยอยลดลงมาอยู่ที่ 1.7% ในปี 2570 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นภาวะเสี่ยงต่อการเงินฝืดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Advertisement

⦁ฟื้นตัวกระจุกไม่ถึงครัวเรือน

ข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2569 ที่ผ่านมาค่อนข้างทรงตัว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุน การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังกระจุกและส่งผ่านไปสู่ครัวเรือนและธุรกิจไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันผ่านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทยอยปรับสูงขึ้น ซ้ำเติมเงินเฟ้อและกำลังซื้อ อีกทั้งเกิดสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดของไทยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้อและภาคธุรกิจ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อจีดีพีปีนี้ได้ประมาณ 0.1%

ในช่วงข้างหน้าเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญอีกหลายความเสี่ยง ได้แก่ 1.แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางคลี่คลายลงมาก แต่บางพื้นที่ใน 17 จังหวัดยังได้รับผลกระทบ และต้องจับตาความเสี่ยงน้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายปี 2.ความเสี่ยงจาก Super El Nino ที่อาจทำให้ไทยเจอภาวะร้อนและแล้งยืดเยื้อถึงกลางปี 2570 กระทบผลผลิตและรายได้เกษตร รวมถึงความเพียงพอของแหล่งน้ำ แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง 3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นความเสี่ยงภายนอกที่สำคัญ และ 4.ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากกองทุนน้ำมันลดการชดเชยลงจากภาระหนี้กองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงติดลบมากถึงราว 1 แสนล้านบาท อาจกระทบค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ

⦁แรงส่งหมดฉุดไตรมาส 4 แผ่ว

เป็นที่มาของคาดการณ์ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรก และยังเปราะบางจากหลายปัจจัยกลับมากดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่แรงหนุนจากภาครัฐจะแผ่วลง ในจังหวะเดียวกับที่ความเสี่ยงภายนอกอาจกดดันการค้าและต้นทุนมากขึ้น ความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดและอาจยืดเยื้อ ภาษีนำเข้ามาตรา 301 ของสหรัฐที่ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรงงานภาคบังคับ (Forced labour) และความเสี่ยงจากภาษีเพิ่มเติมประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่ม 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน รวมถึงความเสี่ยง Super El Nino ที่อาจส่งผลให้ผลผลิตเกษตรปรับลดลงและซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นและกดดันรายได้ภาคเกษตรในปี 2569

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักคือ เม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญช่วยให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเม็ดเงินด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท แต่คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการที่เหมาะสมขณะเดียวกัน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% และงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีงบประมาณก่อนหน้า สะท้อนว่าพื้นที่นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น

⦁นายกฯยันดันจีดีพีสูงกว่า2.1%ได้แน่

เมื่อฝ่ายวิชาการออกมาประเมินภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใสมากนัก รวมถึงเตือนว่า ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ อาจต้องเหนื่อยหนักกว่าเดิม ผู้นำประเทศอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 พร้อมยืนยันว่า ยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่า 2.1% ได้แน่นอน หลังตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก การจ้างงาน และรายได้จากการจัดเก็บภาษีส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ถือว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่แตกต่างจากประมาณการเดิม โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนตลอดทั้งปี 2568 ประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวมากกว่า 20% และเคยเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 25% ประกอบกับการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญหลายด้านปรับตัวดีขึ้นพร้อมกัน ทั้งการลงทุน การส่งออก การจ้างงานและรายได้ภาษี ทำไมถึงมีการพิจารณาว่า ประมาณการจีดีพีไทยปี 2569 ที่ระดับ 2.1% และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันหรือไม่ ส่วนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไปนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขยายพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความร่วมมือใหม่ และนำเสนอประเทศไทยในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรที่มีศักยภาพ ไม่ใช่ประเทศที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างชาติ โดยเฉพาะรัฐบาลต้องการปรับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟฟ้าราคาถูกหรือการเป็นฐานรับจ้างประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำเสนอจุดแข็งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ตลาด และความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

⦁เอกชนไม่เชื่อมั่นรัฐยันยังโตไหว

แต่ดูเหมือนความเห็นของภาคเอกชน จะยังไม่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลมากนัก โดย นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า แม้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2570 แต่โอกาสดังกล่าวยังไม่ได้รับประกันว่า ประเทศไทยจะเติบโตตามไปด้วย หากยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน ขณะที่การลงทุน AI และการค้าเทคโนโลยีอาจเป็นประโยชน์ต่อไทย หากสามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการและแรงงานไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ IMF ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเหลือ 2.1% โดยมองว่าตัวเลขดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับการประเมินของหลายสถาบันวิจัย ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.3%

“เป้าหมายในการเติบโตที่วางไว้ให้ได้ถึง 3% นั้น ก็ถือเป็นระดับที่ประเทศไทยควรทำให้ได้ หากภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 แม้เป้าหมายที่วางไว้ยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยจริงๆ ก็ตาม” นายนณริฏกล่าว

ปัญหาหลักของการบริหารจัดการจากรัฐบาลคือ การละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างและการดำเนินนโยบายเชิงการละคร รัฐบาลมักติดอยู่ในกรอบของการเมืองเชิงการละคร ที่มุ่งสร้างวาทกรรมสวยหรูแต่ทำจริงไม่ได้ ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรม หลีกเลี่ยงปัญหาระดับโครงสร้างที่มีความท้าทายสูง อาทิ การขยายฐานภาษีจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มทุน กลไกขับเคลื่อนอยู่แค่บนกระดาษ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจหลายอย่างไม่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติจริง เนื่องจากติดขัดระบบราชการและการบริหารที่ไม่ดี ทั้งที่ความน่ากังวลตอนนี้มีมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยอาจพลิกขาดดุล 1.2% ต่อจีดีพีในปีนี้จากที่เคยเกินดุลในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยควบคุมได้จำกัด จึงควรเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดความเปราะบางในอนาคต

จากสัญญาณเตือนทั้งหมด และแนวทางที่รัฐบาลวางแผนรับมือไว้ หวังว่าจะเห็นการเดินถูกทางเสียที