วิจัยกรุงศรี นำเสนอบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พบความน่าสนใจสำคัญระบุว่า ดอกเบี้ยในประเทศสำคัญอาจปรับขึ้นช่วงปลายปีจากเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้า ส่วนไทยแม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ย แต่เริ่มระบุถึงผลของดอกเบี้ยต่ำต่อเสถียรภาพทางการเงิน
ลงลึกในรายละเอียด มีการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยสัปดาห์นี้ อ้างอิงมติ กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตามคาด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี และปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเป็น 2.4% และ 2.1% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ โดย กนง.ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
วิจัยกรุงศรีคาดว่า กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกระยะ เนื่องจาก 1.เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการเติบโตยังไม่กระจายไปยังภาคส่วนอื่นๆ อีกทั้งการบริโภคได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและตลาดแรงงานที่อ่อนแอ 2.แรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว 3.แม้เงินบาทอ่อนค่าและดอกเบี้ยโลกปรับสูงขึ้น แต่เสถียรภาพด้านต่างประเทศ (External Stability) ของไทยช่วยบรรเทาความผันผวนต่อตลาดการเงิน ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจึงยังมีความจำเป็นท่ามกลางความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม กนง.อาจเปิดทางให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะปานกลาง สะท้อนจากการสื่อสาร ดังนี้ 1.แรงส่งการเติบโตดีกว่าคาด และการปรับปรุงข้อมูล MPI ที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP 2.เงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะสูงกว่าคาด 3.เป็นครั้งแรกที่ กนง.ระบุว่า “ต้องติดตามผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว” ซึ่งให้ความสำคัญมากขึ้นกับความเสี่ยงจากการคงดอกเบี้ยในระดับต่ำเป็นเวลานาน
สำหรับเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น พบว่ามีการคงดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม แต่มีแนวโน้มปรับขึ้นช่วงปลายปีจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
โดย 1.FED มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75-4.00% เพื่อรอดูข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อน อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมที่ยังเติบโตต่อเนื่องและเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย คาดเปิดทางสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2.ECB คงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.50% ท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการใช้พลังงานที่มากขึ้นในช่วงฤดูหนาว อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและเปิดทางให้ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 3.BOJ มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.25% ขณะที่โอกาสปรับขึ้นในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น ท่ามกลางเงินเฟ้อพื้นฐานที่บรรลุเป้าหมาย 2% เป็นครั้งแรก
ในรอบ 14 ปี นอกจากนี้ การเร่งขายกองทุน ETF จาก 3.3 แสนล้านเยนต่อปี เป็น 8.6 แสนล้านเยนต่อปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 จะช่วยเร่งการถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษ ควบคู่กับการเพิ่มแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
โดยจีนอาจเร่งส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกรอบใหม่หลังความตึงเครียดทางการค้ากับยุโรปมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้นโดย EU เตรียมขยายมาตรการจำกัดการนำเข้าให้ครอบคลุมเคมีภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องจักร หลังบรรลุข้อตกลงในการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดจากจีน รวมถึงเตรียมออกมาตรการกระจายแหล่งนำเข้า และจำกัดการเข้าถึงตลาด
มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ผลิตจีนต้องกระจายสินค้าส่งออกไปยังคู่ค้าอื่น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมการไหลทะลักสินค้าของจีนในประเทศคู่ค้านั้น
ด้านทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่องโดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% Nasdaq ลดลง 2.0% และ Dow Jones ลดลง 0.9% จากแรงขายหุ้นกลุ่ม Hyperscalers และ Semiconductor ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัว 1.7% และญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแรงขายที่กระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม
ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ลดลง 6 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.93% จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย หลังหุ้น AI ร่วงแรง ส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ลดลง 14.3 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 2.16% ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 1.5% แตะ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางสวนทางกับราคาทองคำที่ลดลง 3.0% สู่ระดับ 3,875 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลเงินเฟ้อ แนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และแรงขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
ดังนั้น Krungthai CIO ยังคงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI ยังแข็งแกร่ง พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ผสมผสานหุ้นเติบโตคุณภาพสูง (Quality Growth) กับหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรแตกต่างจากกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
สำหรับการกระจายลงทุนในตลาดต่างประเทศ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีความน่าสนใจจากปัจจัย สนับสนุนภายในประเทศ ส่วนหุ้นจีน A-shares แนะนำถือต่อ แต่ยังไม่เพิ่มน้ำหนักจากสัญญาณเทคนิคระยะสั้นที่อ่อนแอ
ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงใช้หุ้นกลุ่ม Energy เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ขณะที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว แต่ระยะสั้นแนะนำชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรอสัญญาณสร้างฐานราคาหลังหลุดแนวรับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยคงสัดส่วนทองคำที่ 5-10% ของพอร์ต
ส่วนตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากการถือครองและจำกัดความผันผวน โดยเริ่มทยอยสะสมเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี สูงกว่า 5.00% และพิจารณาเพิ่มน้ำหนักบริเวณ 5.30-5.35% โดยยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนในตราสารหนี้อายุยาว โดยเฉพาะผู้ที่รับความผันผวนของราคาได้จำกัด
กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ กองทุน KTSV-KTB กองทุนตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง สามารถขายคืนและรับเงินได้ทันที เหมาะสำหรับพักเงินระหว่างรอจังหวะลงทุน และกองทุน KTWC-Alpha ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลก เพื่อเสริมพอร์ตการลงทุนในส่วน Satellite เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในจังหวะที่ราคาปรับตัวลง
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายภาษี การคลัง การต่างประเทศ และกฎเกณฑ์กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับ AI Data Center รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ ทั้งตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) การจ้างงานภาคเอกชน (ADP) และการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)
รวมทั้งการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) วันที่ 5 พฤศจิกายน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ CPI และ PPI วันที่ 10 และ 13 พฤศจิกายน การทบทวนตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และ Core PCE วันที่ 25 พฤศจิกายน รวมถึงการขยายตัวของส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Credit Spread) ในกลุ่มเทคโนโลยี
และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดเดือนพฤศจิกายน 2569

