เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย รองประธานสภาเกษตร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการตลาดและการส่งออกสับปะรด ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดใน 29 จังหวัดทั่วประเทศที่มีผลผลิตส่วนเกินรวมกว่า 6 หมื่นตัน ล่าสุดมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ละจังหวัดไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร หลังจากหลายหน่วยงานรัฐช่วยเหลือรับซื้อจากชาวไร่ เพื่อเร่งระบายสับปะรดผลสดไปจำหน่าย
“ ทุกจังหวัดจะรับซื้อผลสดได้ไม่เกิน 4,000 ตัน สำหรับผลผลิตที่เหลือไม่สามารถส่งขายโรงงานแปรูปได้ คาดว่าช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้สับปะรดผลสดก็จะเสียหายทั้งหมด แม้ว่าจะนำไปขายราคาถูกเพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ก็ไม่คุ้มกับค่าจ้างแรงงาน บางรายจึงปล่อยทิ้งเน่าคาไร่ สำหรับ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ ขณะนี้ราคาหน้าโรงงานเหลือกิโลกรัม (กก.) ละ 1.80 – 2 บาท ที่ผ่านมาเกษตรกรที่มีโควต้าส่งสับปะรดให้โรงงาน ตั้งข้อสังเกตกรณีโรงงานแปรรูปบางแห่งตัดโควตาเดิม แต่สั่งซื้อสับปะรดจากต่างจังหวัดที่บวกรวมค่าขนส่งมีต้นทุนสูง แทนการรับซื้อสับปะรดของเกษตรกรในพื้นที่ “
นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย กล่าวว่า ขณะที่สับปะรดไทยมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึงร้อยละ 90 และหลังจากประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ทำให้การส่งออกสับปะรดไปตลาดสหภาพยุโรปลดลงถึงร้อยละ 20 ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์มีแผนงานขยายไปตลาดแห่งใหม่เพื่อทดแทนตลาดเก่าที่หายไป โดยมีรายงานข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า สับปะรดจะมีผลผลิตมากช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคมของทุกปี สำหรับปีนี้มีผลผลิตโดยรวมที่ 1.9-2 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนที่มีผลผลิตอยู่ที่ 2.2 ล้านตัน สำหรับการส่งออกสับปะรดในช่วง 4 เดือนแรกตั้งแต่มกราคมถึงเมษายน ไทยสามารถส่งออกสับปะรดได้เพียง 1.6 แสนตัน

