เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา National Directors Conference 2018 หัวข้อ “Rising Above Disruptions : A Call for Action” จัดโดย สถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถึงสถานการณ์เงินเคลื่อนย้ายและค่าเงินที่อ่อนค่าลง ว่า ธปท.ติดตามใกล้ชิด เพราะการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีการก่อหนี้ต่างประเทศในระดับสูงในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ รวมทั้ง มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐและมาตรการตอบโต้ของจีน ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจจึงมีเงินทุนไหลออกจากประเทศเกิดใหม่และค่าเงินของประเทศเกิดใหม่อ่อนค่า สำหรับไทยเสถียรภาพทางการเงินไทยแข็งแกร่ง และมีกันชนดี เพราะพึ่งพาเงินลงทุนต่างประเทศและมีหนี้ต่างประเทศอยู่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่น ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูง หรือประมาณ 3.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศทั้งหมด มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ซึ่งในการประมาณการล่าสุดของธปท. คาดว่าปีนี้ไทยจะเกิดดุลบัญชีเดินสะพัด 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทของไทยยังเคลื่อนไหวในทิศทางกับสกุลอื่นในภูมิภาคแต่ในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ผู้ประกอบ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมต่างประเทศ จะต้องระวังและป้องกันความเสี่ยง เพราะธนาคารกลางไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ แต่ทำได้เพียงการช่วยไม่ให้ค่าเงินเคลื่อนไหวเร็วจนกระทบกับผู้ประกอบการเท่านั้น
นายวิรไท กล่าวว่า นโยบายกีดกันทางการค้าของกลุ่มประเทศใหญ่ และการตอบโต้กันในขณะนี้ เป็นความเสี่ยงที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลก ทั้งนี้ เมื่อมีมาตรการกีดกันทางการค้าประเทศทำให้ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศเป้าหมายได้จะต้องมีการหาตลาดใหม่ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบมายังตลาดไทยได้ รวมทั้งต้องติดตามสินค้าที่ถูกกีดกันไทยเป็นซัพพลายเชนหรือเป็นห่วงโซ่การผลิต เช่น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เทคโนโลยี ซึ่งไทยส่งออกไปผลิตต่ออาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการบางรายที่อาจส่งออกไปทดแทนประเทศที่ถูกกีดกันทางการค้าได้
“ธปท. คำนึงถึงเรื่องขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย หรือ โพลิซีสเปซ จึงไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายคือเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลักซึ่งอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ และเพิ่งเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย รวมถึงเงินเฟ้อในระดับดังกล่าวยังไม่สร้างแรงกดดันให้เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีการฟื้นตัวอย่างไม่กระจายตัวมาก โดยธปท.จะติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เพื่อประเมินการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย” นายวิรไท กล่าว

