นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.จะลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยกับทางวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัย ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างด้านแรงงานที่เกิดจากสังคมผู้สูงอายุต่อการย้ายถิ่นฐานแรงงาน และผลิตภาพของแรงงานไทย รวมถึงการร่วมกันกำหนดมาตรการ และเสนอแนะนโยบาย เพื่อลดภาระทางการคลัง และสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต สมดุลกับโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะในอีก 20 ปีข้างหน้าที่สังคมไทยจะมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยแรงงานในระบบลดลง
ขณะนี้กำลังพิจารณามาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุเพิ่มเติม ให้ครอบคลุม 4 ด้าน ประกอบด้วย การส่งเสริมอาชีพ เช่น การขยายอายุการทำงานของวัยเกษียณ การเปิดรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ขึ้นไปเข้าทำงาน การพัฒนาเรื่องที่อยู่อาศัย การสร้างหลักประกันรายได้ การส่งเสริมการออมหรือการเก็บเงินสำหรับการดำรงชีวิตหลังวัยเกษียณ โดยเฉพาะการหาแนวทางเพิ่มการจ่ายเงินเดือนของภาคเอกชนหลังวัยเกษียณ หรือเงินบำนาญ ที่ควรจะมีการจ่ายเงินเดือน 50% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย เพื่อให้มีเงินใช้เพียงพอ ควบคู่กับการส่งเสริมการออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) นอกจากนี้จะต้องพัฒนาระบบต่างๆ ให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
“1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ มีรายได้หลังเกษียณต่ำกว่าเส้นความยากจน ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 1.7 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อปี มีจำนวน 2.36 ล้านคน ขณะเดียวกันพบว่า วัยแรงงาน มี 43 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานที่ไม่มีหลักประกันรายได้เพื่อการชราภาพ 56% และแรงงานที่มีหลักประกันรายได้เพื่อการชราภาพ 44%”
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและดำเนินการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เพื่อขยายเวลาการเกษียณอายุการทำงานของผู้สูงอายุออกไป จากปัจจุบันกำหนดไว้ 60 ปี ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเริ่มต้นจากกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจก่อน

