‘กลุ่มสถาพร’ สู้ศึกอสังหาฯผุด ‘สถาพร เอสเตท’ ขยายไลน์คอนโดฯ

25.06.18 | 17:12 น.

นายสุนทร สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2561-2562 ว่า เตรียมรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ สถาพร เอสเตท จากเดิมที่รู้จักในชื่อเดิมคือ บ้านสถาพร รังสิต ดำเนินการโดยบริษัท เฉลิมนคร จำกัด และ บ้านทรัพย์หิรัญ โดย บริษัท ทรัพย์หิรัญ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ในทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับในปี 2561 นี้ บริษัทได้เตรียมขยายธุรกิจโดยมุ่งเน้นคุณภาพและบริการ โดยมีกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการรุกธุรกิจอย่างมีศักยภาพ

นายสุนทรกล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัทจะผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรเพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของอนาคตที่ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ สมาร์ท ออโตเมชั่นเป็นการผนึกกำลังกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างพานาโซนิคที่มุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างความสะดวกสบาย สมาร์ท เอเนอร์ยี่ เป็นการผนึกกำลังกับ EA ANYWHERE ในการติดตั้งสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ท โมบิลิตี้ เป็นการผนึกกำลังกับ BOX24 ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านล็อกเกอร์อัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าหมดปัญหาการรับพัสดุ หรือ ฝากสิ่งของ ตอนที่ไม่อยู่บ้านด้วยล็อกเกอร์อัจฉริยะ


นายสุนทรกล่าวว่า ในปีนี้ จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก ในชื่อ เดอะ เชดด์ สาทร 1 เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 278 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,300 ล้านบาท ราคาขายตารางเมตรละ 135,000 บาทหรือราคาเริ่มต้นที่ 3.69-8 ล้านบาท และ ในปี 2562 จะเปิดอีก 3 โครงการ แบ่งเป็นโครงการคอนโด 2 โครงการ และโครงการแนวราบ 1โครงการ ได้แก่ โครงการ เดอะ เชดด์ ทวิกก์ เย็นอากาศ โครงการ เดอะ คราวน์ พระราม 4 และโครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ รังสิตคลอง 5 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว บนพื้นที่กว่า 99 ไร่ มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท

นายสุนทรกล่าวว่า ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่อยู่ที่ปีละ 500-600 ล้านบาท ตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่ประมาณปีละ 1,500-1,800 ล้านบาท และตั้งเป้าเริ่มรับรู้รายได้ต่อปีที่ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท โดยในต้นปี 2563 จะเริ่มรับรู้รายได้ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท สำหรับในปี 2561 นี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าภายใน 5 ปี (2561-2565) จะสามารถสร้างยอดขายสะสมรวมได้อยู่ที่ระดับ 11,500 ล้านบาท และหากดำเนินการได้ตามเป้าหมายก็จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

“การพัฒนาโครงการตั้งแต่นี้ไปจะแบ่งกันชัดเจนว่าบริษัทไหนจะพัฒนาสินค้าประเภทไหน โดยสถาพร เอสเตท จะพัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านราคา 5-10 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มพชอัพเพอร์มิเดียม ขณะที่บริษัทเฉลิมนคร จะพัฒนาโครงการประเภทเชิงพาณิชย์ ส่วนบริษัททรัพย์หิรัญจะพัฒนาโครงการทาวน์โฮม” นายสถาพรกล่าว

Advertisement