หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ อย่าละเลยเปลี...

อย่าละเลยเปลี่ยน‘ไส้กรอง’รถ : เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

2.07.18 | 13:56 น.

ปัญหาการจราจรติดขัดและมลภาวะเป็นพิษในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารหลีกเลียงไม่ได้เลยที่จะต้องเผชิญกับมลพิษบนท้องถนน บ๊อช บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยียานยนต์ แนะนำถึงการใช้ไส้กรองอากาศที่มีคุณภาพ และควรเปลี่ยนทุกๆ 15,000 กม. หรือปีละครั้ง หรือเมื่อพบว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องโดยสาร

องค์กรรณรงค์อิสระระดับโลกที่ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสันติภาพ หรือกรีนพีซ เผยถึงคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561 เข้าสู่ระดับที่ย่ำแย่ และจากการประเมินสภาพจราจรทั่วโลก (Global Traffic Scorecard) ปี 2560 ของ NRIX ชี้ให้เห็นว่าผู้ขับขี่ในกรุงเทพฯใช้เวลาอยู่กับการจราจรที่ติดขัดมากถึง 64.1 ชม. ในปี 2559 นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังติดอยู่ในอันดับที่ 12 ของประเทศที่แออัดที่สุดในโลก

“การเปลี่ยนไส้กรองอากาศเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่มักจะมองข้าม จะต่างจากแบตเตอรี่รถยนต์ หากผู้ขับขี่ไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของรถอย่างชัดเจน แต่การที่รถยนต์มีไส้กรองอากาศไม่สะอาดหรือเสื่อมคุณภาพ จะทำให้อากาศเสียภายในรถเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 เท่า เนื่องจากมลพิษเข้าไปในห้องโดยสารจะไหลเวียนอยู่ภายในรถตลอดเวลา ทำให้ผู้โดยสารหายใจเอาอากาศไม่บริสุทธิ์เข้าไป” นายกุลธัช บุญบงการ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายอะไหล่รถยนต์ บ๊อช ประเทศไทย กล่าว และว่า มลพิษระดับ PM2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาด 2.5 ไมครอน หรือเล็กกว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สามารถเข้าสู่ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้

รถยนต์โดยทั่วไปมีไส้กรองอากาศติดตั้งมากับตัวรถยนต์ เพื่อดักและป้องกันมลพิษขนาดเล็กที่สามารถเข้ามาสู่ภายในห้องโดยสารได้ แต่ไส้กรองอากาศก็มีความแตกต่างทั้งในแง่ของคุณภาพและความหนาแน่นของเส้นใยกระดาษไส้กรอง สิ่งเหล่านี้เองเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของไส้กรองอากาศและการดักจับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองที่มีค่าระดับ PM2.5 หรือสูงเกินค่ามาตรฐาน

เมื่อเวลาผ่านไปไส้กรองอากาศจะเกิดการอุดตันของฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของมลพิษและจำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรอง เพราะไส้กรองอากาศที่อุดตันจะขัดขวางการไหลเวียนของอากาศเข้าไปในห้องโดยสาร ส่งผลกระทบทำให้ระบบทำความเย็นภายในห้องโดยสารทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศภายในรถเย็นลง จะใช้พลังงานและเชื้อเพลิงเกินจำเป็น

Advertisement

และที่แย่ไปกว่านั้นคือ มลพิษสามารถแทรกผ่านไส้กรองอากาศที่อุดตันสู่ห้องโดยสารได้ เป็นการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของไส้กรองอากาศทั้งสิ้น ผู้ขับขี่ไม่ควรดูดฝุ่นไส้กรองหรือใช้งานไส้กรองอากาศที่อุดตัน เพราะไม่สามารถกำจัดฝุ่นมลพิษออกจากแผ่นกรองได้อย่างสิ้นเชิง และอาจจะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพของการดักจับสิ่งมลพิษต่างๆ อีกด้วย