‘สวมสิทธิ’ เงามืดเกาะหลัง ‘สงครามการค้าสหรัฐ-จีน’

1.07.18 | 16:15 น.

ทั่วโลกกำลังจับตาผล!!! หลัง 6 กรกฎาคม 2561 วันดีเดย์ ที่สหรัฐบังคับใช้ตามประกาศจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสินค้านำเข้าจากจีน รวม 1,102 รายการ มูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในอัตราภาษี 25% แบ่งเป็นระยะที่ 1 ในกลุ่มสินค้า 818 รายการ เช่น ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์ และระยะที่ 2 ในกลุ่มสินค้า 284 รายการ เช่น อุปกรณ์และสารกึ่งตัวนำ พลาสติก เหล็กโครงสร้าง มอเตอร์ไฟฟ้า ที่ยังไม่ระบุวันที่แน่นอน

วันเดียวกันนี้ จีนก็จะบังคับใช้ตามประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ภาษี 25% แยกเป็นสองระยะเช่นกัน คือระยะ 1 ในกลุ่มสินค้า 545 รายการใน เช่น ถั่วเหลือง ธัญพืช อาหารทะเล เนื้อวัว เนื้อหมู รถออฟโรด และ ระยะ 2 อีก 114 รายการ เช่น ถ่านหิน น้ำมันดิบ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ก็เชื่อกันว่าจะประกาศบังคับใช้วันเดียวกับสหรัฐฯ

ไม่แค่นั้นทั้งจีนและสหรัฐประกาศจะ ”โต้ตอบ” กันหนักขึ้นอีก โดยกำลังพิจารณาขยายวงเงินเก็บภาษีอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ!!!

ในไทยเองมุมมอง มีทั้งมองในแง่ผลเสีย และ แง่ผลได้

ด้าน ผลเสีย ห่วงใยต่อปัญหาตามมาจากส่งออกวัตถุดิบเพื่อใช้ในการประกอบการผลิตของโรงงานในจีนหรือสหรัฐ ลดลงต่อเนื่อง อาจหายไปในที่สุด หรือเกิดการย้ายฐานผลิต ไปประเทศได้ยกเว้นสิทธิทางภาษีหรือให้สิทธิทางภาษีนำเข้าต่ำ

Advertisement

กรณีจีน วิตกเกิดการทะลักของสินค้าจีนเข้าไทยหรืออาเซียน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยสัดส่วนเกือบ 25% อาศัยผลิตถูกราคาขายต่ำกว่า จนกลืนตลาดไทยในที่สุด

ส่วนแง่มุมผลได้ มองถึงโอกาสส่งออกของไทยที่จะไปแทนที่สองประเทศ ที่ไม่อาจส่งออกระหว่างกันได้ หรือแม้จะยังนำเข้าแต่ไม่อาจแข่งขันได้ ด้วยต้นทุนและราคาขายปลีกสูงขึ้นเท่าตัวหลังต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่ม เบื้องต้นตีมูลค่าส่งออกไทยจะได้รับอานิสงส์ในปีแรกนี้ไม่ต่ำ 3-5 หมื่นล้านบาท

ชั่วโมงนี้ เริ่มเห็นสัญญาณแล้ว ดูการแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทยของทูตพาณิชย์ในต่างประเทศให้ระวัง และหวั่นตกว่าจะเป็นเป้าสหรัฐ หันกลับมาใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าไทยหรือมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่การค้าเพิ่มเติม!!

ประเด็นแรก ขณะนี้ผู้นำเข้าสินค้าของสหรัฐหลายรายที่เคยนำเข้าสินค้าจีนเริ่มเชิญผู้ผลิตและส่งออกสินค้าจากไทย เพื่อเจรจานำเข้าสินค้าไทยชดเชยสินค้าจีนที่ถูกสหรัฐปรับขึ้นภาษีสูงสุด 25% โดยโน้มน้าวนี่คือโอกาสสินค้าไทยในตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น

ซึ่งจีนเองก็เดินแผนแบบเดียวกัน เล็งหาพันธมิตรใหม่ๆ

ประการต่อมา ขณะนี้บริษัทจีนพิจารณาปรับแผนการลงทุน เตรียมย้ายฐานการผลิตมาตั้งโรงงานในอาเซียน รวมถึงไทย โดยเป็นกลุ่มสินค้าที่สหรัฐเก็บภาษีเพิ่มทั้งสิ้น

และเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเดินเกมแบบเดียวกัน มองหาฐานผลิตในอาเซียนและไทยก็เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ

ยิ่งตอกย้ำ เมื่ออยู่ๆ สหรัฐฯประกาศสถานะกลุ่มประเทศภายใต้กฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ของสหรัฐใหม่ โดยไทยถูกเลื่อนดีขึ้น จากกลุ่มเทียร์ 2 เฝ้าระวัง เป็น กลุ่มเทียร์ 2 กลุ่มประเทศเดียวกับอินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ขณะที่จีน เมียนมา และลาว อยู่ในเทียร์ 3

จึงเป็นสัญญาณกลายๆ ได้ว่า ประเทศใดถูกจับตาหรือผ่อนคลายแล้วกับเรื่องนำเข้าสินค้าหรือการเข้าไปลงทุน ไม่แค่ที่สหรัฐกำลังเล็งไว้ ส่งสัญญาณให้ประเทศเพื่อนพันธมิตรของสหรัฐฯด้วยว่า ”ควรเป็นใคร”

แล้วเหตุใดรัฐเลือกออกมาเตือน ทั้งๆ ที่รัฐเองมองโอกาสส่งออกฉลุยหรือเงินลงทุนไหลเข้าประเทศสูงขึ้น

อาจเพราะตัวอย่าง เมื่อครั้งไทยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพรวดเดียว 300 บาท/วัน เกิดการโยกย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน จนถึงวันนี้ เพื่อคาดหวังเรื่องลดต้นทุนผลิตต้นทุนแรงงานต่ำกว่า และยังได้สิทธิด้านภาษีกับการส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้านไปประเทศขนาดใหญ่ๆ

โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกำไร เพราะไม่ว่าจะผลิตและส่งออกไปที่ใด เจ้าของเงินก็ยังเป็นของผู้ลงทุน เพียงตัวเลขส่งออกจะโชว์ในประเทศที่ถูกเลือกเป็นฐานผลิต เสมือน ”สวมสิทธิ” และเมื่อตัวเลขส่งออกในประเทศนั้นเกินเพดาน ที่เคยได้สิทธิก็จะหมดไป

เช่นเดียวกันความกังวลต่อสินค้านำเข้าสหรัฐโดยตรง เมื่อตัวเลขการนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐสูงมาก จนกระทบตัวเลขขาดดุลการค้าสหรัฐฯขยับจนผิดตา ก็จะกลายเป็นหอกกลับมาแทงไทยเอง ทั้งถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม และตัดสิทธิพิเศษที่ประเทศใหญ่ให้กับประเทศเล็ก

เรื่องเวียนหัวที่รัฐบาลจากนี้ต้องเผชิญอีก 2-3 ปี