เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ที่ปรึกษากรมชลประทาน นายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงเรือสำรวจเส้นทางตามแนวคลองบางหลวง(คลองบางกอกใหญ่)-คลองชักพระ-คลองบางกอกน้อย เพื่อสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ โดยกรมชลประทานได้รับมอบหมายให้ทำการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำตามแนวคลองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 5 เส้นทาง โดยได้ทำการสำรวจเส้นทางตามแนวคลองมหาสวัสดิ์ จังหวัดนครปฐม คลองมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร คลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และคลองอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ไปแล้ว
สำหรับการสำรวจตามแนวคลองบางหลวง ที่กรมชลประทานได้ดำเนินการสำรวจ โดยเส้นทางสำรวจเริ่มจากปากคลองบางกอกใหญ่ไปสิ้นสุดปากคลองบางกอกน้อย ผ่านจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ ท่าเรือวังหลัง วัดอรุณราชวราราม สถานีสูบน้ำคลองบางกอกใหญ่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ท่าเรือตลาดพลู วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดประดู่ฉิมพลี วัดนวลนรดิศ ตลาดน้ำคลองบางหลวง คลองบางจาก บ้านศิลปิน วัดคูหาสวรรค์ ตลาดน้ำตลิ่งชัน สถานีสูบน้ำคลองชักพระ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเรือราชพิธี เป็นต้น
คลองบางกอกใหญ่ เดิมชื่อ คลองบางหลวง เคยเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน โดยบริเวณตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบันนั้น ยังเป็นแผ่นดินอยู่ แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมจะอ้อมเลี้ยวจากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคุ้งกว้างมาทะลุออกข้างวัดท้ายตลาด ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2077 – 2089) โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัดระหว่างคุ้งแม่น้ำทั้งสอง เพื่อย่นระยะทางและอำนวยความสะดวกให้กับบรรดาพ่อค้าทูตานุทูตชาวตะวันตกที่เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยนั้น ต่อมาคลองลัดเริ่มกว้างใหญ่ขึ้นกลายเป็นแม่น้ำ ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็เล็กลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ราชสำนักย้ายมาอยู่ที่กรุงธนบุรี คลองบางกอกใหญ่กลายมาเป็นชุมชนของข้าหลวง และโปรดเกล้าให้บรรดาชาวจีนซึ่งได้เคยช่วยเหลือพระองค์มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ ผู้คนจึงนิยมเรียกกันติดปากว่า “คลองบางข้าหลวง” หรือ “คลองบางหลวง” จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร กำหนดให้คลองบางกอกใหญ่เป็นคลองสำคัญซึ่งจะต้องอนุรักษ์ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ปากคลองบางกอกใหญ่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งขวาของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ไปสิ้นสุดที่คลองมอญ ตรงข้ามปากคลองชักพระ มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร ปัจจุบันคลองบางกอกใหญ่ถือเป็นเส้นทางสัญจรและระบายน้ำ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ มีศาสนสถานตั้งอยู่อย่างหนาแน่นทั้งสองฝั่ง ทั้งวัดและมัสยิด
ในส่วนของคลองชักพระ หรือ คลองบางขุนศรี เคยเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อน เดิมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงปากคลองบางกอกน้อยไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ยังเป็นแผ่นดินอยู่ ส่วนเส้นทางเดิมจะอ้อมจากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคุ้งกว้างวกกลับมาข้างวัดท้ายตลาด ถึงปี พ.ศ. 2065 สมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัดขึ้น เพื่อย่นระยะทางและเพื่อสะดวกต่อการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ต่อมาคลองลัดเริ่มกว้างขึ้นกลายเป็นแม่น้ำ ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็เล็กลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ และคลองชักพระ โดยคลองชักพระ จะไหลแยกจากคลองบางกอกน้อยบริเวณวัดสุวรรณคีรีไปเชื่อมกับบริเวณที่คลองมอญตัดกับคลองบางกอกใหญ่ ลำคลองกว้างประมาณ 10-15 เมตร และยาว 5.45 กิโลเมตร ทุกๆวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 จะมีประเพณีชักพระ โดยเรือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจะถูกชักลากจากวัดนางชี คลองภาษีเจริญผ่านคลองชักพระและคลองบางกอกน้อย ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แล้วอ้อมมาเข้าคลองบางกอกใหญ่กลับไปที่วัดนางชีตามเดิม ซึ่งนับเป็นงานประเพณีชักพระแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร และเป็นที่มาของชื่อคลองนี้ ปัจจุบัน คลองชักพระเป็นคลองเพื่อการระบายน้ำ การสัญจร และการท่องเที่ยว มีคลองอื่นๆ ไหลเชื่อม ได้แก่ คลองบ้านไทร คลองบางระมาด และคลองบางพรม และยังเป็นแนวแบ่งเขตบางกอกน้อย กับเขตตลิ่งชันตลอดทั้งสายด้วย








