นายชูเดียร์ เชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดของธนาคารโลกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ปี 2559 น่าจะสามารถฟื้นตัวได้ที่ระดับ 6.3% ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ขยายตัวระดับ 6.5% และคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2560 – 2561 จะขยายตัวที่ระดับ 6.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคยังไม่ฟื้นตัว และมีแนวโน้มการขยายตัวที่ลดลงเรื่อยๆ โดยในปี 2559 เศรษฐกิจจีนน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 6.7% ลดลงจากปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 6.9% และคาดว่าในปี 2560 – 2561 จีนน่าจะขยายตัวเหลือ 6.5% เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาค อาทิ ลาว มองโกเลีย อินโดนีเซีย และปาปัวนิวกินี ได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง มาเลเซีย และเวียดนาม ได้รับผลกระทบจากการภาคการผลิต และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง กัมพูชา เวียดนาม และไทย ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง รวมทั้งลาว และพม่า ยังได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนน้อยลงอีกด้วย
“หากไม่นับรวมประเทศจีน เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้น่าจะขยายตัวได้เพียง 4.8% เท่านั้น แต่ในช่วงปี 2560 – 2561 น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9% จากการขับเคลื่อนของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ” นายเชตตี้ กล่าวและว่า สำหรับภาคการส่งออกของไทยที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจของจีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยชะลอตัวแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากภาคการผลิตของไทยไม่มีการพัฒนาและยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น ไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างความหลากหลายสินค้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาของโครงสร้างภาษีภายในประเทศ หรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด แต่เกิดจากปัญหาของภาคการศึกษาไทย ภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยังไม่มีการพัฒนาที่ดีพอ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมองในเรื่องเหล่านี้ และมีการปรับปรุงแก้ไข ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถยกระดับผลิตภาพภายในประเทศที่สูงขึ้น และจะยังคงสถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไป
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลก ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 น่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2.5% แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการส่งออก แต่ด้วยลักษณะของประเทศไทยที่มีกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายตัว ธนาคารโลกจึงมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยยังจะสามารถฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะกลไกจากมาตรการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ อาทิ การก่อสร้างระบบราง ที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งการสร้างกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ทั้งนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) และการลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศ ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากอุปสงค์ภายนอกประเทศที่ลดลง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

