ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เกิดขึ้นแล้วกับประเทศทั่วโลก ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ฝนกรด ความถี่ของภัยพิบัติ ฯลฯ ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงในหนทางที่ไม่ควรจะเป็น แหล่งกำเนิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ มาจากภาคการเดินทางและขนส่ง โดยเฉพาะยวดยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน สร้างแรงกดดันให้ทุกประเทศต้องหามาตรการแก้ปัญหาดังกล่าว รวมถึงสร้างความมั่นคงพลังงานฟอสซิลที่เป็นแหล่งพลังงานที่มีจำนวนจำกัดไปพร้อมกัน ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและใช้พลังงานรูปแบบอื่น ลดใช้น้ำมันด้วย
“รถยนต์ไฟฟ้า” จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ห้วงเวลานี้ เช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าโดยค่ายผลิตรถยนต์ทั่วโลก ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาและมีจำหน่ายเป็นเชิงพาณิชย์แล้ว
หนึ่งในนั้นคือ “บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน” ประเทศญี่ปุ่น ผู้พัฒนารถยนต์โดยสารมาตั้งแต่ปี 1917 และมีความพยายามพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเรื่อยมา ไม่ว่าจะเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนหรือการถูกบีบคั้นโดยข้อตกลงปารีส (COP21) ก็ตาม กระทั่งปี 2009 ประสบความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehcle-EV) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด คือ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น I-MiEV (ไอเมียฟ) เป็นรุ่นแรกของโลกที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริง กลายเป็นรถไฟฟ้าไซซ์มินิที่ได้รับความนิยมมิใช่น้อย เพราะมียอดขายจนถึงปัจจุบันรวม 31,000 คันใน 53 ประเทศ ต่อมาในปี 2013 ยังได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายอีกรุ่น คือ Outlander PHEV (เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี) ซึ่งถือเป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ (SUV) แบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid-PHEV) รุ่นแรกของโลก ปัจจุบันยังคงส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศยุโรป มียอดขายถึงมีนาคม 2018 รวม 153,000 คันใน 55 ประเทศ ขึ้นแท่นสู่ตำแหน่งรถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดของมิตซูบิชิ แม้จะมีคู่แข่งพีเอชอีวีมากขึ้นก็ตาม และล่าสุดเปิดตัว “นิว เอาท์
แลนเดอร์ พีเอชอีวี 2019” ในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ 2018 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอีกด้วย
โอกาสนี้ “บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด” เชิญชวนสื่อมวลชนชาวไทยร่วมเดินทางไปยังดินแดนเมืองน้ำหอม ประเทศฝรั่งเศส เพื่อสัมผัสประสบการณ์และทดลองขับรถ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รุ่นใหม่ พร้อมร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อ “เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า” ร่วมกับสื่อมวลชนจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน โดยวันแรก โทชินางะ กาโตะ ผู้อำนวยการแผนกธุรกิจประจำประเทศอินโดนีเซีย ฝ่ายธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กล่าวได้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Vehicle-BEV) และรถยนต์ PHEV ในปี 2017 ปีเดียวมียอดจำหน่ายถึง 1.15 ล้านคัน คาดจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 28% ในปี 2030 และ 55% ในปี 2040 เพราะเทคโนโลยีถูกพัฒนาต่อเนื่อง ต่อไปจะสามารถพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลงและจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ประกอบนโยบายผลักดันของหลายประเทศที่ต้องการลดการใช้รถยนต์แบบดั้งเดิมและส่งเสริมให้ประชาชนหันเหไปใช้รถยนต์แบบใหม่ที่ปล่อยมลพิษน้อยลง
รวมถึงการสร้างมาตรการจูงใจ อาทิ การลดภาษีสรรพสามิต การให้เงินสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเปลี่ยนรถจากรถยนต์ดีเซลเป็นรถไฟฟ้า อุดหนุนเงินซื้อรถไฟฟ้า ยกเว้นภาษีซื้อ ยกเว้นค่าจอดรถและค่าผ่านทางด่วน ฯลฯ
“บางประเทศอย่างนอร์เวย์ถึงขั้นจัดทำช่องจราจรสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ขณะที่การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าแบบ Multi-Standard (CHAdeMo) สามารถอัดประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว (Quick Charger) ปัจจุบันถูกติดตั้งแล้วใน 69 ประเทศ รวม 18,030 สถานี และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในประเทศยุโรป ฉายให้เห็นภาพอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวไปข้างหน้า” เขาระบุ
หลังร่วมฟังข้อมูลอย่างเต็มเปี่ยมจากทีมงานมิตซูบิชิแล้ว วันต่อมาถึงเวลาออกเดินทางไปทดสอบรถเอาท์
แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังหมู่บ้านกอร์ด (Gorde) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาลูแบคง (Luberon) ในเขตเมืองโพรวองซ์ ห่างจากที่พักสื่อมวลชนราว 45 นาที แรกเห็นภายนอกรถเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ดู “บึกบึนและเท่ชะมัด” เหลือเชื่อว่าจะขับเคลื่อนด้วยโหมดพลังงานไฟฟ้า 100% ก่อนอื่นต้องบอกว่ารถปลั๊กอินไฮบริด หรือพีเอชอีวี คือรถที่ใช้น้ำมันและไฟฟ้าร่วมกันเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถอัดประจุไฟฟ้าภายนอกมาเก็บที่แบตเตอรี่ โดยจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นหลัก
สอดคล้องกับ ริวอิชิ คิมุระ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์และวิจัยทางการตลาด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อาร์แอนด์ดี ยุโรป ให้ข้อมูลไว้ว่า สำหรับเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ตัวใหม่ จะติดตั้งเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรไว้ด้านหน้าเพื่อประสานพลังกับมอเตอร์ 2 ตัวที่อยู่เพลาหน้าและเพลาหลัง โดยใช้กำลังจากแบตเตอรี่ความจุ 13.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง
จุดเด่นของพีเอชอีวี ในเอาท์แลนเดอร์ แน่นอนว่ารถจะวิ่งได้ไกลกว่ารถ EV ขณะใช้พลังงานจากมอเตอร์อย่างเดียว จากนั้น จะสับเปลี่ยนระบบส่งกำลังอัตโนมัติเมื่อต้องเจอกับสภาพถนนที่แตกต่างกันถึง 3 โหมด คือ EV Mode (อีวี โหมด) หรือโหมดใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว สำหรับขับระยะทางที่ใกล้ โดยไม่มีการปล่อยไอเสีย Series Hybrid Mode (ซีรีส์ ไฮบริด โหมด) หรือโหมดไฮบริดเครื่องยนต์สันดาปภายในทำงาน เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ และ Parallel Hybrid Mode (พาราลเรล ไฮบริด โหมด) หรือโหมดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อต้องการใช้กำลังหรือความเร็วมากขึ้น หรือขณะขึ้นเขา โดยมีอัตราปล่อยเชื้อเพลิงถึง 46 กรัมต่อกิโลเมตร (กม.) ขณะเดียวกันแบตเตอรี่สามารถชาร์จด้วยพลังงานจากระบบไฟฟ้าบ้านด้วยไฟ 240 โวลต์ ภายใน 5.5 ชั่วโมง และสถานีชาร์จ Quick Charge ด้วยไฟ 50 กิโลวัตต์ ภายใน 25 นาที
ดังนั้น ความรู้สึกหลังสตาร์ตครั้งแรกและทะยานตัวสู่ท้องถนนรอบหมู่บ้านกอร์ดระยะทาง 22 กม. จึงไม่แปลกใจว่ารถวิ่งท่ามกลางทางเลี้ยวและเนินเขาอย่างราบรื่น มีเสียงเงียบ เบา ส่วนช่วงล่างค่อนข้างนุ่มนวล โดยเฉพาะพวงมาลัยที่เบาสบาย หากผู้ขับเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับผู้เขียนจะชื่นชอบมากเพราะไม่ต้องออกแรงมาก ส่วนภายในรถนั่งสบาย มีพื้นที่กว้าง โดยระหว่างการขับขี่ หากไปที่ B สามารถนำพลังงานที่เหลือจากการเบรก (Regenerative braking) ชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ได้ด้วย รวมถึงเพิ่มโหมดสโนว์ (Snow) ช่วยคำนวณการส่งกำลังให้ยึดเกาะพื้นถนนที่มีหิมะหรือมีความลื่น แต่ผู้เขียนไม่ได้ทดสอบเพราะเวลานั้นแดดเปรี้ยง และมีโหมดสปอร์ต (Sport) ให้ผู้ขับรู้สึกสนุกสนาน เมื่อกดเปลี่ยนเป็นโหมดสปอร์ตก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ โดยรวมถือว่ายอดเยี่ยม
หลังหมดเวลาทดลองขับรถแล้ว อีกวันก็ออกเดินทางสู่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเยี่ยมชมบริษัท นิวโมชัน (NewMotion) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ออกแบบสถานีจ่ายไฟชั้นนำของโลก เมื่อไม่นานมานี้ นิวโมชันจับมือเป็นบริษัทพันธมิตรกับมิตซูบิชิเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน ล่าสุดได้คิดค้นตู้จ่ายไฟฟ้าให้เป็นทั้งตู้ชาร์จไฟฟ้ารถ (Recharge) ในรูปแบบประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และนำไฟจากรถออกมาสำรองเก็บไว้ในตู้ (Discharge) ชื่อ “V2X (วีทูเอ็กซ์)” อยู่ภายในตู้เดียว โดยตู้นี้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับติดตั้งภายในบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน/สถานประกอบการ โดยนิวโมชันโชว์การทำงานของตู้ V2X เพื่อประกาศว่า ตอนนี้พร้อมแล้วสำหรับวางจำหน่ายจริงในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยจะเริ่มในประเทศยุโรปก่อน ส่วนราคาเท่าไหร่ยังขออุบไว้ก่อน แต่คาดจะสูงกว่า 600 ยูโร ซึ่งเป็นราคาของตู้จ่ายไฟที่ชาร์จไฟฟ้ารถได้อย่างเดียว
ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่หากต้องจ่าย นิวโมชันบอกว่า อันดับแรกหากใช้รถไฟฟ้าอยู่แล้ว ตู้จะช่วยชาร์จไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ต่อมาตู้จะสามารถดูดไฟที่เหลือจากการขับรถกลับมาเก็บไว้ในตู้ได้ โดยไฟฟ้าที่นำกลับมากักเก็บไว้จะนำไปใช้ประโยชน์ภายในบ้านได้ อาทิ กาต้มน้ำ ไฟส่องสว่าง เป็นต้น หรือใช้ชั่วคราวยามฉุกเฉิน หมายความว่าหากนำมาใช้ในบ้านได้ เท่ากับว่าจะประหยัดค่าใช้จ่าย หากเปลี่ยนเป็นตัวเงินเท่ากับช่วยประหยัดค่าผ่อนงวดรถได้อย่างสบายๆ ถามอีกว่า แล้วเป็นผลดีต่อมิตซูบิชิอย่างไร แน่นอนว่าตู้ “V2X” ใช้ได้แน่กับเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี โดยจะยิ่งช่วยให้ผู้คนตัดสินใจซื้อรถพีเอชอีวีได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรุ่นเอาท์แลนเดอร์
ทั้งหมด มิตซูบิชิต้องการแสดงให้เห็นว่ามีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับที่มิตซูบิชิยืนยันจะยื่นความจำนงการลงทุนในโครงการรถพีเอชอีวี ต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก่อนกำหนดการขอยื่นขออนุมัติจะหมดเขตภายในธันวาคมปีนี้ นอกจากนี้ มิตซูบิชิยังเผยต่อสื่อมวลชนไทยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่มิตซูบิชิจะเข้ามาทำตลาดเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ประกอบกับนโยบายรัฐมุ่งส่งเสริมการตลาด ขณะนี้ มิตซูบิชิกำลังศึกษาตลาดในประเทศไทย อาทิ กำลังของผู้ซื้อที่สามารถจะจ่ายได้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ฯลฯ ส่วนประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกับรัฐบาล
ใครแพลนจะซื้อรถในอนาคตอันใกล้นี้บวกกับใครรักษ์โลก
น่าจะต้องลิสต์ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ไว้อันดับต้นๆ…
นฤมล รัตนสุวรรณ์
[email protected]

