ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นปลายสัปดาห์เคลื่อนไหวในแดนลบก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวในแดนบวก และปิดตลาดที่ระดับ 1,614.76 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 13.34 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.83% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 1,618.36 จุด ต่ำสุดที่ระดับ 1,587.94 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 65,550.29 ล้านบาท
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาวะหุ้นวันนี้ฟื้นตัวขึ้น จากปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐกับจีนที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์หน้ามีโอกาสฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,610-1,635 จุด อย่างไรก็ตามยังไม่มีความไม่แน่นอนสูง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่าการเก็บภาษีรอบถัดไป วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท จะเร็วกว่ากำหนดโดยเลื่อนขึ้นมาเป็นช่วง 2 สัปดาห์หลังจากนี้ จากเดิมที่มีกำหนดเก็บภาษีประมาณช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังได้รับปัจจัยบวกจากการขึ้นนำของหุ้นกลุ่ทฅมธนาคาร หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีประกาศเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2561 ของกลุ่มธนาคารที่น่าจะออกมาดี โดยจะเริ่มประกาศผลประกอบการเป็นกลุ่มแรกในสัปดาห์หน้านี้
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยง่า ภาวะตลาดหุ้นดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคที่กลับมายืนในแดนบวก แม้ว่านักลงทุนจะกังวลเรื่องสงครามการค้าสหรัฐกับจีนที่ต่างเก็บภาษีสินค้านำเข้าเป็นวันแรกในอัตรา 25% แต่ประเด็นเรื่องการเก็บภาษีสินค้าเป็นข่าวสารที่ตลาดรับรู้มาสักระยะแล้ว ประกอบกับสต็อกน้ำมันของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น แต่หุ้นกลุ่มพลังงานยังเติบโตน้อยกว่าตลาด (อันเดอร์เพอร์ฟอร์ม) จึงปัจจัยทำให้ดัชนีในวันที่ 6 กรฎาคมปรับตัวขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในคืนวันที่ 6 กรกฎาคม หากผลออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์มาก สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงกับดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากตลาดจะให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐอีก 2 ครั้งในปีนี้มากขึ้น และหากตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก็จะเป็นข่าวเชิงบวก ทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในสหรัฐ ทั้งนี้สัปดาห์หน้าคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (ไซต์เวย์) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงสถานะขายสุทธิหุ้นไทย

