“พาณิชย์” ร่วมมืออังกฤษปั้นไมโครเอสเอ็มอี ปรับตัวรับมือสึนามิเศรษฐกิจ

7.07.18 | 08:01 น.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในงานสมาร์ทเอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2561 ในวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิแพ็ค เมืองทองธานีว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจและเป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบธุรกิจก่อนจะขยายธุรกิจเป็นธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมดประมาณ 3 ล้านราย แต่เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์รวม 7 แสนราย แบ่งเป็น เอสเอ็มอีขนาดใหญ่ หลักพันราย และเป็นเอสเอ็มอีขนาดกลางและเล็กประมาณ 5-6 แสนราย ส่วนจำนวนที่เหลืออีกประมาณ 2 ล้านราย เป็นเอสเอ็มอีรายย่อยหรือไมโครเอสเอ็มอี เช่น ร้านค้าโชห่วย ร้านแผงลอย เป็นต้น

“เพราะฉะนั้นแผนงานขับเคลื่อนเอสเอ็มอีปีนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก จะรวบรวมไมโครเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงและให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการทั้งในแง่การอัพเดตสถานการณ์ การแนะนำเรื่องการปรับตัว การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยตั้งเป้าระยะแรกมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 1 แสนราย ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับทาง Federal Small Business (เอฟเอสบี) อังกฤษ เพื่อพัฒนาให้ไมโครเอสเอ็มอีเติบโตได้และพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี)” นายสนธิรัตน์กล่าว

โมเดลของเอฟเอสบีในอังกฤษ ได้เชื่อมโยงเอสเอ็มอีประมาณ 1.6 แสนราย โดยการใช้งานวิจัยแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร กลุ่มหัตถกรรม เพื่อให้เอสเอ็มอีรู้ทันสถานการณ์ โอกาสและปัญหาที่เกิดขี้น ซึ่งไทยเรายังไม่มีเครือข่ายตรงนี้ ปัจจุบันจะเห็นว่ามีร้านโชห่วยไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนร้านค้า ไม่รู้ว่าจะต้องพึ่งใคร ต้องปรับตัวอย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อรวบรวมไมโครเอสเอ็มอีให้เป็นเครือข่ายได้ ก็แบ่งข้อมูลเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

“โลกการค้าและการทำธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดของการล่มสลายของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไล่มาถึงเอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าดิจิทัลอีโคโนมี ถ้าวันนี้ผู้ประกอบการไม่เห็นพลังของการเปลี่ยนแปลงนี้ ท่านกำลังไปสู่ความอวสานของธุรกิจ ซึ่งขอเรียกพลังนี้ว่าเป็นสึนามิทางเศรษฐกิจที่เกิดจากดิจิทัลอีโคโนมี” นายสนธิรัตน์กล่าว

หากผู้ประกอบการยังทำธุรกิจแบบเดิม เช่น ยังคงขายสินค้าเหมือนกับ 30 ปีที่แล้ว และไม่ได้มีการพัฒนาคุณภาพสินค้า ถามว่าจะแข่งขันอย่างไรในปัจจุบัน ธุรกิจเหล่านี้ก็ต้องเลิกกิจการไป เพราะการค้าแบบเดิมมีข้อจำกัดลงทุกวัน จึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ธุรกิจบริการส่งอาหาร เช่น ไลน์แมน สามารถประหยัดเวลาการเดินทาง การจองที่นั่งร้านอาหาร และเวลาที่ต้องรออาหารของผู้บริโภค ทำให้ปัจจุบันร้านอาหารที่เข้าร่วมแอพพลิเคชั่นบริการส่งอาหาร มียอดขายเติบโตขึ้น 3-5 เท่า และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตยอดขายจากการสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นอาจจะดีกว่ายอดขายจากทางหน้าร้าน

Advertisement

โดยรวมการเปลี่ยนแปลงของดิจิทัลนั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ 1.หากไม่ปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง ธุรกิจก็ต้องปิดตัวลง และ 2.ดิจิทัลอีโคโนมีจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งกับรายใหญ่ได้ หากรู้จักนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ รัฐบาลจึงพยายามส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีกับสตาร์ทอัพ เพื่อนำซอฟท์แวร์หรือบริการต่างๆ มาใช้แก้จุดบกพร่องของธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันบริการเหล่านี้ราคาไม่แพง เช่น ธุรกิจร้านตัดผมใช้แอพพลิเคชั่นจัดคิวลูกค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการสะดวกขึ้น เป็นต้น