นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจัลเพื่อเศรษฐิกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึง กรณีการจัดอันดับการพัฒนาด้านนวัตกรรมทั่วโลกว่า ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 44 ซึ่งกระโดดขึ้นมาจากปี 2017 ถึง 7 ลำดับ ซึ่งถ้าเทียบจีน ที่ปีนี้อยู่ในลำดับที่ 17 โดยกระโดดขึ้นมาจากปีที่แล้ว เพียง 5 ลำดับ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วถือว่าไทยมีการค้นคว้าด้านนวัตกรรมดีขึ้นอย่างก้าวโดด ซึ่งเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า จากหลายๆ นโยบายที่เราทำ มันส่งผลแต่อาจจะไม่ได้ส่งผลทันที เพราะฉะนั้นในหลายสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็น ดิจิทัลหรือไม่ใช่ดิจิทัลก็ตาม ส่งผลทำให้กระแสของการพัฒนามีผลสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากทั้งเอกชนและภาครัฐ ตอนนี้เท่าที่เห็น มีการปรับตัวกันอย่างเข้มข้น ซึ่งด้านดิจิทัลที่เห็นมากที่สุดในตอนนี้ คือ ธนาคารพาณิชย์ ที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโดนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่ธนาคารต้องเจอ คือ การที่ธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร สามารถทำแบบเดียวกับธนาคารได้ ในขณะที่การลดต้นทุนของธนาคารกลายเป็นโจทย์ใหญ่ เนื่องจากธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งส่วนนี้ทำให้ได้เห็นที่ความเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มทักษะในทุกด้านให้กับพนักงาน พร้อมปรับสาขาให้ลดลง แต่การปรับลดสาขาอาจไม่ส่งผลกระทบกับพนักงาน? เพราะได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้แล้ว
นายพิเชฐ กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มสตาร์ทอัพ มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรงจะเห็นได้ว่ามีนักลงทุนเริ่มให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น มีบริษัทไม่น้อยที่กำลังจะสร้างนวัตกรรมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่ไปกว้านซื้อนวัตกรรมสตาร์ทอัพมาเข้ามาอยู่ในบริษัทเท่านั้น แต่ส่งผลให้การลงทุนและพัฒนามีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย หลักฐานที่ชัดเจนคือจากเดิมที่ภาครัฐลงทุนมากกว่า ตอนนี้มีภาคเอกชนสนใจในการลงทุนและพัฒนาแล้วกว่า 70% ซึ่งตรงนี้ ทำให้ไทยสามารถแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านได้ดีมากขึ้น

