มีนัดหมายกับ อ.มัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด จำกัด หรือเจ้าของกิจการร้านอาหารดังอย่าง ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง ร้านเรือนมัลลิการ์ และอีกหลายแบรนด์ ถอดผ้ากันเปื้อน วางตะหลิวไว้ชั่วคราว เพื่อพาชม โรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล (Thai International School) บนพื้นที่ 30 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จ.ปทุมธานี
เปิดดำเนินการมาครบปี กำลังจะย่างเข้าปีที่สองในเดือนสิงหาคมนี้ “ตอนนี้เด็กนักเรียนยังไม่มาก เพิ่งเปิดเฟสแรก เป็นอาคารเรียนเด็กเล็ก ระดับชั้น Nursery จนถึงเกรด 3 หรือระดับ ป.3 ส่วนปีหน้าจะขยับถึงระดับ ป.4 จากที่วางหลักสูตรไว้ถึงระดับชั้นมัธยม 6 เป็นหลักสูตรอินเตอร์ฯ ใช้ครู Native Speaker (ครูเจ้าของภาษา) สอนภาษาอังกฤษทุกวิชา ยกเว้นวิชาภาษาไทย มีภาษาจีนเป็นภาษาที่สาม เริ่มสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ในปีการศึกษานี้ และกำลังเพิ่มภาษาที่สี่เป็นทางเลือก คือ ญี่ปุ่นและสเปน เพราะคนไทยนิยมญี่ปุ่น ส่วนภาษาสเปนเป็นภาษาที่ใช้ในสหประชาชาติ”
ถามถึงที่มาของการเปิดโรงเรียน อ.มัลลิการ์บอกว่า วางแผนไว้แต่แรก เพราะจบมาทางด้านการศึกษา และเป็นครูมาตลอดชีวิต
อ.มัลลิการ์จบปริญญาตรีศึกษาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จบปริญญาโท สาขาการศึกษาจาก California Polytechnic University, Pomona USA เริ่มทำงานในตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขยับไปเป็นอาจารย์ในโครงการนานาชาติ และขึ้นเป็นกรรมการอำนวยการบริหารโครงการนานาชาติ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
![]()
“เป็นความฝันแต่แรก อยากทำโรงเรียนตั้งแต่รับมรดกคือที่ดินผืนนี้ แต่ไม่มีโอกาส เพราะชีวิตหันเหมาทำร้านอาหาร” อ.มัลลิการ์เล่าถึงจุดเปลี่ยนชีวิต จับธุรกิจครั้งแรกแบบไม่ได้ตั้งใจ “เหมือนชีวิตพาไป ด้วยว่าเป็นคนชอบชิม บังเอิญเพื่อนซึ่งเป็นลูกสะใภ้ ม.ล.เติบ ชุมสาย ชวนทำร้านอาหาร เลยตกลงร่วมหุ้น ทำสนุกๆ แต่ทำไปทำมา ทำเองทุกอย่าง เพราะแนวทางการทำงานเป็นคนละแนวกัน เลยตัดสินใจแยกกัน แต่เพราะลงทุนไปมากจึงตัดสินใจทำต่อ ลาออกจากการเป็นคุณครูมาลุยร้านอาหารเต็มตัว”
จวบจนปัจจุบันเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงได้หันมาทำฝันให้เป็นจริง อ.มัลลิการ์สารภาพว่า ตั้งแต่ทำร้านอาหารก็หยุดเรื่องโรงเรียน เรียกว่า “ล้มเลิก” ความคิดไปแล้ว ขนาดจะพัฒนาที่ดินผืนนี้ก็คิดจะทำศูนย์ดูแลสุขภาพคนชรา แต่สุดท้ายเลือกทำโรงเรียนเหมือนเดิม “มันคือจังหวะชีวิต บังเอิญมีผู้บริหารจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ มาช่วย ทำให้ทุกอย่าง เขียนหลักสูตรให้ด้วย”
วันที่มาชมโรงเรียน กำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม อ.มัลลิการ์บอกว่า เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง จะเสร็จทันเปิดเทอมนี้พอดี และมีแผนจะสร้างต่อไปเรื่อยๆ ให้เต็มพื้นที่ ที่จัดแบ่งเป็นอาคารเรียนเด็กเล็ก อาคารเรียนเด็กโต และหอประชุม แต่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป รอเด็กๆ ค่อยๆ โตขยับขึ้นชั้นเรียน
เฉพาะอาคารเดียวที่มีอยู่ตอนนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยดีไซน์ทรงกลม มองได้รอบทิศแบบ 360 องศา เปิดพื้นที่โล่งตรงกลางให้แสงแดดส่องทั่วถึง ชั้นล่างถูกแบ่งกั้นเป็นห้องๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ชั้นบนเปิดโล่งแค่ใส่หลังคากันแดดทำเป็นลานลู่วิ่ง ลานเล่นอเนกประสงค์ของเด็กๆ รับอากาศ แสงและลมตามธรรมชาติ สดชื่นเต็มปอด เป็นหนึ่งสถานที่โปรดของเด็กๆ
เหตุผลการออกแบบอาคารทรงกลม อ.มัลลิการ์บอกว่า ตั้งโจทย์ให้สถาปนิกว่าต้องทำให้คุณครูสามารถมองเห็นเด็กๆ ได้ทุกที่ เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึง
อีกห้องโปรดของเด็กๆ คือห้องสมุด หรือที่ถูกเรียกว่า ห้อง Young Explorer ถูกตกแต่งอย่างน่ารัก เชิญชวนให้เข้ามาสำรวจ จัดแบ่งเป็น 8 หมวดหมู่ มี อวกาศ จักรวาล โลก หิน ดิน แร่ ยุคดึกดำบรรพ์ หรือโลกไดโนเสาร์ และโลกปัจจุบัน เพื่อให้เด็กได้ค้นคว้าด้วยตัวเองผ่านการเล่น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องป่าไม้ ป่าต้นน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 เรื่องท้องทะเลไทย มนุษย์ชนเผ่าต่างๆ มีพรมที่ทำเป็นเหมือนแผนที่โลก มีวีดิทัศน์ให้เด็กๆ รับชมเรื่องราวต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นห้องขวัญใจเด็กๆ ที่มักขออนุญาตคุณครูพามาใช้บริการบ่อยๆ
ส่วนด้านหลังอาคารทำเป็นพื้นที่เกษตรขนาดย่อม มีโรงปลูกผักให้เด็กนำพันธุ์ผักมาปลูก มีเล้าไก่ให้เด็กหัดเลี้ยง เก็บไข่ มีสระว่ายน้ำขนาดเด็ก และด้านหน้าอาคารจะมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อม
ที่กล่าวมาทั้งหมด อ.มัลลิการ์บอกตัวเลขกลมๆ เตรียมลงทุนทั้งโครงการหลักพันล้านบาท ใช้เงินลงทุนเฟสแรกแล้วประมาณ 300 ล้านบาท วางแผนลงทุน 5 ปี และคุ้มทุนน่าจะใช้เวลา 10 ปีขึ้นไป “มีคนถามเยอะทำไมทำโรงเรียน ธนาคารก็ถามทำไมไม่ทำอย่างอื่น เพราะคืนทุนยาก” อ.มัลลิการ์เล่าให้ฟังและย้ำอีกครั้ง เพราะมันคือความตั้งใจที่อยากทำ อีกเหตุผลคือ คุณแม่สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ อยากให้ทำเช่นกัน
ถามว่าสู้ไหวหรือไม่ อ.มัลลิการ์ยิ้ม “ทำแล้ว ยังไงก็ต้องสู้ อยากให้สำเร็จให้ได้ อย่างน้อยเป็นโรงเรียนไทยที่ทำเป็นอินเตอร์ฯ ไม่ต้องซื้อแฟรนไชส์จากนอก ทำให้ค่าเรียนถูกลง ที่สำคัญยังรักษาวัฒนธรรมไทย”
ก่อนจบบทสนทนา อ.มัลลิการ์บอกว่า “ที่ทำโรงเรียนไม่ได้มองเรื่องธุรกิจ แต่มองเรื่องการจัดการศึกษา อยากเห็นการศึกษาของไทยมีความเป็นไทยแต่คิดได้แบบสากล อยากเห็นเด็กนักเรียนยังคงวัฒนธรรมไทย เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในรูปลักษณ์ของโรงเรียนไทยแต่มีหัวใจอินเตอร์ ดีกว่าไหมที่เด็กไทยคิดได้แบบฝรั่ง แต่ยังยกมือไหว้เป็น พ่อแม่ในสังคมไทยคงไม่อยากได้ลูกที่กลับมาบ้านแล้วมาตบไหล่พ่อแม่ ยกมือไหว้ใครไม่เป็น เพราะยังไงเราก็ยังเป็นคนไทย”
เกษมณี นันทรัตนพงศ์
