นับจากวันที่ 16 กันยายน 2560 ที่เริ่มบังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ สำหรับภาษีบุหรี่ มีการจัดเก็บรูปแบบใหม่ ในอัตราแบบผสม ระหว่างอัตราตามสภาพหรือปริมาณ กับอัตราตามมูลค่า โดยใช้ราคาขายปลีกแนะนำเป็นฐานในการคำนวณภาษี
สำหรับการเก็บภาษีตามปริมาณนั้น กรมสรรพสามิตจะเก็บภาษีมวนละ 1.20 บาท หรือซองละ 24 บาท
ส่วนภาษีตามมูลค่ามี 2 อัตรา คือ บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกเกินซองละ 60 บาท ต้องเสียภาษีตามมูลค่าอีก 40% ของราคาขายปลีก
ส่วนบุหรี่ที่ราคาขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท ต้องเสียภาษีตามมูลค่าอีก 20% ของราคาขายปลีก เป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นให้เสียภาษีที่อัตรา 40% ของราคาขายปลีก หรือในวันที่ 1 ตุลาคม 2562
นอกจากนี้ ยังเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยเพิ่มมาใหม่ด้วย จากที่ไม่เคยเก็บมาก่อน ทำให้ราคาบุหรี่ที่ถูกกฎหมายต้องปรับราคาขึ้นแบบก้าวกระโดด ตามภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น
หากแยกแยะภาษีต่างๆ สำหรับบุหรี่ 1 ซอง โดยคิดจากบุหรี่ที่ราคาขายปลีกต่ำสุดคือ 60 บาท จะแบ่งเป็นภาษีสรรพสามิต 35.21 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3.92 บาท, ภาษีเพื่อมหาดไทย 3.52 บาท, ภาษี อบจ. 1.86 บาท, เงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุ 0.70 บาท, เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 0.70 บาท, เงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 0.70 และเงินบำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) 0.52 บาท
รวมภาษีทั้งหมด 47.13 บาท/ซอง หรือ 78% ของราคาขายปลีก 60 บาท
การเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับบุหรี่นั้น ไม่ได้มีเป้าประสงค์หลักเพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเพิ่ม แต่จะหวังผลเรื่องสุขภาพของประชาชนมากกว่า
โดยยึดสูตรสมการที่ว่า เมื่อเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่มากขึ้น ทำให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น การเข้าถึงบุหรี่จะยากขึ้น ทำให้คนบริโภคบุหรี่ลดลง สุขภาพประชาชนจะดีขึ้น ส่วนภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเป็นรายได้รัฐ ก็เป็นผลพลอยได้ ที่จะนำไปเข้าคลังและสนับสนุนกองทุนต่างๆ
แต่ทว่าในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามสูตรดังกล่าวเลย หลังมีการเก็บภาษีสรรพสามิตสูงขึ้น และราคาบุหรี่ต้องปรับขึ้นตามในอัตราที่สูงมาก ทำให้บุหรี่ที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายกับบุหรี่หนีภาษีหรือบุหรี่เถื่อน มีส่วนต่างราคาห่างกันมาก จึงเป็นช่องทางให้ธุรกิจบุหรี่หนีภาษีเจริญรุ่งเรืองอย่างมากด้วยเพราะบรรดาขี้ยาหันไปบริโภคบุหรี่หนีภาษีที่มีราคาถูกกว่ามาก แพงสุดก็ซองละ 20 บาท ต่ำสุดแค่ซองละ 7 บาทเท่านั้น และไม่ได้หาซื้อยากเย็นอะไร เพราะมีการลักลอบนำเข้ามาขายกันเกลื่อนกลาด
โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “สงขลา” ที่เปิดร้านขายบุหรี่เถื่อนกันอย่างโจ๋งครึ่ม กลางเมืองหาดใหญ่ คนแห่ไปซื้อกันตึม
ไม่เพียงขายแค่ในเมืองและจังหวัดใกล้เคียง แต่ยังลักลอบขนเข้ามาขายในพื้นที่ส่วนกลางอีกด้วย
เท่ากับว่ากำแพงภาษีที่ตั้งไว้สูงเพื่อหวังจะสกัดกั้นให้คนเข้าถึงบุหรี่ได้ยากลำบากนั้น ถูกทำลายลงด้วย “บุหรี่หนีภาษี” ไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นผลที่หวังในเรื่องสุขภาพ ก็ไม่บรรลุตามเป้าหมาย
ส่วนเรื่องรายได้รัฐ เฉพาะพื้นที่ อบจ.สงขลา ที่เคยเก็บภาษีจากบุหรี่ถูกกฎหมายได้ถึงปีละ 85 ล้านบาท เมื่อปี 2558 แต่เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมาเหลือแค่ 20 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะเหลือแค่ 10 ล้านบาท
ขณะที่รายได้จากภาษีสรรพสามิตในภาพรวม คาดว่ารัฐบาลสูญเสียไปปีละอย่างน้อย 3,600 ล้านบาท ซึ่งผลสำรวจของบริษัทวิจัยนีลเส็น เมื่อต้นปี 2561 ที่สำรวจจากซองบุหรี่เปล่าที่ทิ้งแล้ว 10,000 ซอง พบบุหรี่ที่ไม่มีแสตมป์สรรพสามิตหรือบุหรี่เถื่อน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 เพิ่มขึ้น 6.6% หรือมีบุหรี่หนีภาษีสูงถึง 100 ล้านซอง ที่ภาษีสรรพสามิตหายไปซองละเกือบ 36 บาท
ส่วนต่างภาษีที่หายไปนั้นคือผลกำไรของขบวนการค้าบุหรี่เถื่อน
ดังนั้น สมการภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่ตั้งไว้ว่า เก็บภาษียาสูบสูง=สุขภาพประชาชนจะดี+รัฐมีรายได้ แต่เมื่อถอดสมการออกมาแล้ว คำตอบสุดท้ายกลับเป็นว่า ภาษียาสูบสูง=สุขภาพประชาชนไม่ดีขึ้น+รัฐเสียรายได้<บุหรี่เถื่อนรุ่ง

