หน้าแรก เศรษฐกิจ บูรณาการความค...

บูรณาการความคิดภาษีลาภลอยและที่ดินสิ่งปลูกสร้าง โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

10.08.18 | 13:00 น.

หนึ่งในความพยายามที่จะทำอะไรใหม่ๆ ด้านนโยบายของรัฐบาล คสช.คือการเก็บภาษีจากฐานที่เป็นทรัพย์สิน เริ่มจากภาษีมรดกที่บังคับใช้เป็นกฎหมายไปแล้ว จะยกเลิกภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนแทนด้วยภาษีใหม่มีชื่อว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะใช้ฐานใหม่อัตราใหม่ ล่าสุด ครม.ได้เห็นชอบภาษีลาภลอยซึ่งจะเก็บจากอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน เก็บจากฐานมูลค่าอสังหาฯทั้งหลายที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากโครงการสาธารณูปโภคของรัฐเช่น สนามบิน รถไฟ ท่าเรือ ทางด่วน เป็นต้น ในรัศมี 5 กิโล ภาษีลาภลอยยังต้องการรายละเอียดและคงมีกระบวนการที่คงใช้เวลาพอสมควร

โดยผิวเผินกฎหมายที่ คสช.กำลังจะเสนอใหม่หรือปรับปรุงของเก่าในหลักการดูจะใช้ได้ แต่ต้องยอมรับความจริงว่าที่ออกมาแล้วเช่นกฎหมายมรดกรวมทั้งที่กำลังทำอยู่แม้ในที่สุดจะถูกนำมาใช้ผู้เขียนเริ่มเห็นชะตากรรมของมัน มันน่าจะล้มเหลว กฎหมายมรดกบังคับใช้มา 2 ปีแล้ว แรกๆ ก็ส่อเค้าว่าจะล้มเหลว เพราะเก็บไม่ค่อยได้เริ่มเก็บที่ร้อยล้านบาท ซึ่งสูงไปสำหรับประเทศรายได้ปานกลางอย่างเราและก็ไม่ได้ออกแบบให้เลี่ยงหรือหนีภาษีได้ง่าย ไม่ว่าช่องทางไหน ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 2 ปีมาแล้ว สนช.เล่นเกมประวิงเวลา อาจจะบังคับใช้ไม่ทันปี 2562 ที่สำคัญและที่อัปลักษณ์ที่สุด บอกถึงความเห็นแก่ตัวของชนชั้นผู้มีอันจะกินและชนชั้นนำของไทยคือ การยกเว้นบ้านหลังแรกที่มีมูลค่าไม่ถึงห้าสิบล้านบาท (หลังจากที่เคยจะยกเว้นบ้านมูลค่าต่ำกว่า 20 ล้านบาทแต่ก็ทำไม่ได้) เท่าที่มาถึงขณะนี้บ้านหลังหลักมูลค่า 100 ล้านบาทจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมากคือ 0.05% ซึ่งจะเสียภาษี 12,000 บาทเท่านั้น ของเกาหลีทรัพย์สิน 150 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 1.35 ล้านบาทเทียบกันไม่ได้เลย ชนชั้นนำไทยสมคบคิดกัน ไม่ยอมเสียภาษีทรัพย์สิน ทั้งๆ ที่เป็นจำนวนเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายของคนเหล่านี้ในรายการอื่นๆ เช่น เสียภาษีรถยนต์หรือการใช้จ่ายในของฟุ่มเฟือย

ทำไมกระทรวงการคลังเสนอภาษีลาภลอยทั้งๆ ที่มันคุ้มค่ากว่าเยอะที่ควรจะไปผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนที่มันควรจะเป็น ผู้เขียนคิดว่า ภาษีลาภลอยถูกเข็นขึ้นมาเพื่อมาชดเชยกับความไม่มีน้ำยาของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะถูกนำมาใช้ในอนาคต ทางกระทรวงคงเห็นแล้วว่า เราอาจจะมีภาษีทรัพย์สินใหม่แต่ว่าท้องถิ่นจะมีรายได้เพิ่มขึ้นน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ภาษีลาภลอยในทรรศนะของผู้เขียนจึงเกิดจากแนวคิดและการออกแบบที่ขาดพลังสนับสนุนในทางวิชาการ โดยเฉพาะในมิติเรื่องความเป็นธรรมและหลักของการบริหารภาษีที่ปฏิบัติได้ง่ายไม่กำกวมเป็นที่ยอมรับของผู้เสียภาษีว่ายุติธรรม

ประเด็นทั้งหมดที่ผู้เขียนยกมานี้ จะเป็นปัญหาใหญ่ของภาษีลาภลอยอย่างแน่นอน ผู้เสียภาษีอาจยื่นต่อศาลเมื่อมีการเก็บภาษีรายหนึ่งและไม่เก็บกับอีกรายหนึ่งทั้งที่อยู่ใกล้กันมากมีคำถามมากมายตามมาสำหรับภาษีลาภลอยซึ่งตรงภาษาอังกฤษว่า Windfall Tax รัฐบาลไทยสร้างสนามบิน ท่าเรือ รถไฟ ถนนหนทาง ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดมาเป็นเวลายาวนาน ถ้าหลักการมันดีทำไมเพิ่งมาเก็บตอนนี้ แล้วคนที่ได้ประโยชน์ในอดีตที่ไม่เสียภาษีกับคนที่จะเสียในอนาคต เพราะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นคนที่เสียสำหรับโครงการใหม่นี้เขาจะคิดอย่างไร มันยุติธรรมแล้วหรือ การกำหนดระยะทาง 5 กิโล มันอิงกับหลักวิชาอะไร มีโครงการของรัฐอีกมากมายในประเทศ เช่น การสร้างถนน การขุดคลองระบบชลประทาน การกระจายมหาวิทยาลัยไปสู่ภูมิภาค การพัฒนาเมืองทั้งหมดนี้นำมาซึ่งความเจริญและส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินได้ทั้งนั้น เรื่องนี้ผู้เสียภาษีก็อาจจะไปฟ้องศาลได้เช่นเดียวกัน รัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่า มูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้น จากโครงการของรัฐโครงการใหม่นี้ เป็นผลมาจากโครงการสาธารณูปโภคของรัฐ 100% แล้วปัจจัยอื่นๆ ล่ะ จะไม่มีบทบาทบ้างเชียวหรือ และควรมีบทบาทเท่าไร เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การขยายตัวของเมืองและการพัฒนาอื่นๆ ที่ตามมา เช่น อุตสาหกรรมสถาบันการศึกษา รายได้ของประชาชนที่สูงขึ้นนำมาซึ่งความต้องการในอสังหาริมทรัพย์ นโยบายการเปิดเสรีต่อคนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนและถือครองอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าปัจจัยการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมีสาเหตุที่มาหลากหลาย ถ้าเก็บครั้งเดียวควรจะเก็บเมื่อไหร่เพราะผลในระยะสั้นและระยะยาวไม่เหมือนกัน ยังไม่พูดถึงพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กันมากแต่ไม่เสียภาษี เพียงเพราะการกำหนดระยะทางของทางการ ยังไม่พูดถึงผลของราคาที่ดินที่เปลี่ยนแปลงเป็นเพราะวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นขาลงซึ่งจะส่งผลแตกต่างกัน ชัดเจนว่าภาษีลาภลอยจะขัดกับหลักประสิทธิภาพของการบริหารภาษี

ปัญหาของภาษีลาภลอยเป็นปัญหาทางด้านความคิด ซึ่งจริงๆ แล้วจำเป็นต้องกลับไปบูรณาการความคิดนี้กับพื้นฐานความคิดกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีลาภลอยไม่สามารถนำมาทดแทน ความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทางออกที่ดีที่สุดคือการกลับไปถอดรื้อวิธีคิดของ สนช.และกรรมาธิการกันใหม่หมดแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งสามารถทำได้ถ้ากลุ่มผู้นำทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐมนตรีคลังคุณอภิศักดิ์ และรองนายกฯเศรษฐกิจคุณสมคิด มีความจริงใจกับภาษีทรัพย์สินอันใหม่นี้

Advertisement

ชนชั้นนำไทยอาจจะเห็นแก่ตัวไม่ต้องการเสียภาษีทรัพย์สินแต่ผู้นำรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์สามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัวของคนเหล่านี้ได้ ประวัติศาสตร์โลกได้พิสูจน์ให้เราเห็นมามากต่อมากแล้วว่า แม้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์นั้น ผู้นำจำนวนมากก็เป็นผลผลิตผลพวงของสถานการณ์หรือบริบทในขณะนั้น แต่โลกก็มีตัวอย่างให้เราเห็นมากมายว่า ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มีความกล้าหาญ สามารถเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนความเห็นแก่ตัวเป็นความรับผิดชอบ ความเสียสละ และความร่วมมือ ถ้าทำได้รัฐบาลควรล้มเลิกภาษีลาภลอยไปได้เลย

ทีมผู้นำรัฐบาล คสช.นี้ต้องทำอย่างไร เพื่อให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้รับการออกแบบและนำไปใช้อย่างที่มันควรจะเป็น

พล.อ.ประยุทธ์และพวก รวมทั้งข้าราชการกระทรวงการคลังต้องมีระบบความคิดเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ให้ถูกต้องเสียก่อนเป็นลำดับแรกแล้วเป็นผู้นำทางความคิดสร้างอำนาจนำเหมือนที่รัฐบาล คสช.พยายามเสนอแนวคิดประชารัฐ ที่ผ่านมาผู้นำของรัฐบาล คสช.ไม่ได้ให้ความจริงจังกับภาษีนี้มากพอ ฝ่ายที่ทำงานภาษีนี้ ยังคงหมกมุ่นหรือมี Mindset ที่ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงและเก็บภาษีนี้ใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเลิกสร้างภาพที่น่ากลัวเกี่ยวกับภาระภาษีนี้ ควรเสนอเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนแก่ทุกฝ่ายว่า เราจะไม่แยกความคิดแบบสุดขั้วว่า ที่ดินว่างเปล่า ควรโดนลงโทษหนัก บ้านที่อยู่อาศัยแม้มีมูลค่าเพียงแค่ 2-3 ล้านบาทไม่ควรต้องเสียภาษีทรัพย์สิน สร้างความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องว่า ท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ฐานภาษีที่สำคัญคือภาษีทรัพย์สิน รายได้สำคัญจะต้องมาจากฐานของผู้เสียภาษีจำนวนมากในท้องถิ่นนั้นๆ ทุกบ้านช่องต้องร่วมกันเสียภาษีคนละเล็กคนละน้อยซึ่งจะไม่เป็นภาระหนัก (ทำตารางตัวอย่างให้ดู) สร้างความเข้าใจกับสังคมว่า ภาษีใหม่นี้เป็นภาษีที่รัฐบาลกลางของประเทศที่เจริญแล้วโอนอำนาจให้กับท้องถิ่นเก็บโดยใช้หลักของประโยชน์ที่ผู้เสียภาษี จ่ายให้รัฐหรือท้องถิ่นเพราะได้รับบริการจากรัฐในรูปแบบต่างๆ หรือที่เรียกว่า Benefit Taxation ผนวกกับความคิดคล้ายๆ หลักการภาษีลาภลอยซึ่งมีวิธีคิดว่า ผู้มีทรัพย์สินในแผ่นดินในรูปอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย ที่ผ่านมาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองหรือครอบครัวของบรรพบุรุษ มีราคาสูงขึ้นมาตลอด ล้วนได้ประโยชน์อันเกิดจากการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการสาธารณูปโภคของภาครัฐทั้งหลาย หรือเรียกว่าเป็น Development Tax เพราะฉะนั้น มันยุติธรรมแล้วที่จะเสียภาษีนี้ให้แก่ท้องถิ่น และถ้าฐานภาษีกว้างคือมีผู้เสียภาษีจำนวนมาก อัตราและภาระจะไม่มาก SMEs
และธุรกิจห้องแถวทั้งหลายจะดึงเข้ามาในระบบ จนในที่สุดทางรัฐบาลกลางสามารถพัฒนาเป็น Big Data สำหรับธุรกิจขนาดย่อม เพื่อนำมาพัฒนาทางด้านอื่นๆ

พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 ความคิดที่ดีและมีวิสัยทัศน์สามารถเอาชนะผลประโยชน์และความเห็นแก่ตัวได้ถ้าผู้นำและรัฐบาลมีความจริงจังและจริงใจ

ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์