เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมเสวนา “การบริการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ภาคใต้” ร่วมกับ นายสิริวิชญ์ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก กรมอุตุนิยมวิทยา ว่าที่ ร้อยตรีตระกูล โทธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา และพลตรีอนุสรรค์ คุ้มอักษร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยงานบัญชาการทหารพัฒนา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจเอกชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ สมาคมเครือข่าย ตัวแทนจากภาคประชาชน เกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่โรงแรม หรรษา เจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
สำหรับการเสวนาการบริการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นที่ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 โดยจัดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมจัดการน้ำหลาก ปี 2561” หลังจากที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้มีการจัดเสวนาในระดับส่วนกลางไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และได้มีการเดินสายจัดเสวนาในระดับพื้นที่ไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง โดยครั้งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น และครั้งที่ 3 ภาคกลาง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำ มาตรการต่างๆ การเชื่อมโยงและการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในฤดูน้ำหลากปี 2561 นี้ พร้อมจัดนิทรรศการ หัวข้อ “แผนปฏิบัติการจัดการน้ำหลาก ปี 2561 ในระดับพื้นที่ (จังหวัด)” จากหน่วยงานในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ภาคใต้มีพื้นที่ครอบคลุม 14 จังหวัด และเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ แต่ในช่วงฤดูฝนของทุกปี ก็มักจะประสบปัญหาอุทกภัย เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมและพายุที่พัดเข้ามาโดยตรง สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก ที่ผ่านมา สทนช.ร่วมกับ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดพื้นที่การแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ 66 พื้นที่ทั่วประเทศ รวม 29.70 ล้านไร่ พบว่า มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปี 2561 – 2580) รวมทั้งสิ้นกว่า 300 โครงการ และในช่วงปี 2562 – 2565 มีโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญจำนวน 31 โครงการ แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 โครงการ ภาคกลาง 13 โครงการ ภาคอีสาน 10 โครงการ ภาคตะวันออก 2 โครงการ ภาคใต้ จำนวน 2 โครงการ โดยมีโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น 1 ใน 9 โครงการสำคัญที่ที่รัฐบาลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ในปี 2562 ด้วย
ดร.ทวีศักดิ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำและแผนการป้องกันอุทกภัยของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลอดจนปัจจุบัน สามารถควบคุมให้ปริมาณน้ำอยู่เกณฑ์กักเก็บที่เหมาะสม สำหรับอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 23 แห่ง ได้ทำการพร่องน้ำและดำเนินการตรวจสอบระบบความปลอดภัยทุกอ่างอย่างต่อเนื่องและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยได้คาดการณ์จุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุทกภัยไว้ล่วงหน้า และได้จัดส่งเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ลงไปเตรียมพร้อมในพื้นที่แล้ว พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และให้เจ้าหน้าที่ชลประทานในพื้นที่ประจำทุกจุดและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำจนกว่าอิทธิพลลมมรสุมจะคลี่คลาย อีกทั้งได้น้อมนำศาสตร์พระราชาและการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานอีกด้วย
หลังจากนั้น พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานปิดการเสวนาการบริการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับพื้นโดยกล่าวตอนหนึ่งว่า การเสวนาในระดับพื้นที่ทุกครั้งที่ผ่านมานั้น จะทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ ได้รับรู้แผนงานและผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล รวมทั้งสร้างความเข้าใจและรับทราบถึงสถานการณ์น้ำ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน ปี 2561 และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความพร้อม ด้านแผนงาน ด้านการบริหารจัดการ การให้ความช่วยเหลือ ด้านเครื่องจักรเครื่องมือในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมทำได้อย่างถูกต้องทันเวลา โดยเฉพาะในประเด็นความพร้อมของแผนงาน การบริหารจัดการในการรับมือกับภัยจากน้ำ






