“เงียบเป็นเป่าสาก” สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดขนาดคลื่นความถี่ ที่จะนำมาประมูลจำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์
ราคาตั้งต้นเริ่มประมูลที่ 35,988 ล้านบาท และเคาะราคาเพิ่มขึ้นครั้งละ 72 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมการประมูลจะต้องวางหลักประกันการประมูล 1,800 ล้านบาท
การชำระเงินแบ่งเป็น 4 งวด งวดแรก ชำระ 4,020 ล้านบาท งวดที่ 2 ชำระ 2,010 ล้านบาท งวดที่ 3 ชำระ 2,010 ล้านบาท และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ส่วนที่เหลือทั้งหมด กรณีผู้ชนะการประมูลไม่ชำระเงินค่าประมูลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล สำนักงาน กสทช.จะริบหลักประกันการประมูลจำนวน 1,800 ล้านบาท และผู้ชนะการประมูลต้องชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 5,399 ล้านบาท
ขณะที่หลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ กำหนดให้ประมูลคลื่นความถี่รวม 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยแบ่งออกเป็น 9 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์
ผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลได้สูงสุด 4 ใบอนุญาต (20 เมกะเฮิรตซ์) ราคาเริ่มต้นการประมูลอยู่ที่ 12,486 ล้านบาท เคาะราคาเพิ่มขึ้นครั้งละ 25 ล้านบาท
ผู้เข้าร่วมการประมูลจะต้องวางหลักประกันการประมูล 2,500 ล้านบาท
การชำระเงินแบ่งเป็น 3 งวด งวดแรกชำระ 50% ของราคาประมูลสูงสุด งวดที่ 2 ชำระ 25% ของราคาประมูลสูงสุด และงวดที่ 3 ชำระ 25% ของราคาประมูลสูงสุด
กรณีผู้ชนะการประมูลไม่ชำระเงินค่าประมูลภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล สำนักงาน กสทช.จะริบหลักประกันการประมูลจำนวน 2,500 ล้านบาท และผู้ชนะการประมูลต้องชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 1,875 ล้านบาทต่อหนึ่งใบอนุญาตที่ชนะการประมูล
สำหรับกรอบเวลาในการจัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ จะดำเนินการคู่ขนานกันไป คือ ระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม-7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยในวันที่ 8 สิงหาคม เป็นขั้นตอนการยื่นคำขอ เพื่อเข้าร่วมการประมูล ตามด้วยการพิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมการประมูล วันที่ 9-13 สิงหาคม 2561 ต่อด้วยการประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และชี้แจงกระบวนการประมูลในวันที่ 16-17 สิงหาคม 2561 จากนั้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จะเคาะราคาในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 และการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะเคาะราคาในวันที่ 19 สิงหาคม 2561
ด้านผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รายแรกที่โบกมือลา ขอไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 ย่าน คือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู โดย นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทได้ศึกษารายละเอียดกฎเกณฑ์ และข้อกำหนดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ประกอบกับพิจารณารายงานจากบริษัทที่ปรึกษาภายนอกที่ว่าจ้างมาเพื่อศึกษาความเหมาะสม และความคุ้มค่าในการลงทุนจากการประมูลคลื่นในครั้งนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว
คณะผู้บริหารจึงมีความเห็นว่า บริษัทไม่ควรเข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมทั้ง 2 ย่านความถี่ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้จะไม่ทำให้บริษัทเสียโอกาสแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ปัจจุบันทรูมีคลื่นความถี่อยู่จำนวน 55 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งยังมากเพียงพอที่จะรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังคงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด และสามารถรักษาประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้าได้ต่อเนื่องอย่างแน่นอน
ฟากของ ดีแทค หรือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่กลับลำขอเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมที่ ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคยระบุว่า ปัจจุบัน
ดีแทคถือครองคลื่นย่านความถี่สูง (high-band spectrum) จำนวนมาก พอที่จะรองรับการใช้งานดาต้าที่เติบโตขึ้นในอนาคต ดังนั้น จึงต้องการคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือที่เรียกว่า คลื่นความถี่ต่ำ (low-band spectrum) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างจังหวัด และพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐาน
แต่ด้วยหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทาง กสทช.มีการปรับเพิ่มอยู่เป็นระยะ เป็นเหตุให้ดีแทคจำต้องเปลี่ยนใจ หันมาประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์
พร้อมกล่าวย้ำ
“หลังจากที่ กสทช.ได้ประกาศปรับหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ให้มีความยืดหยุ่นสำหรับผู้เข้าประมูล และยังช่วยส่งเสริมการแข่งขันในการประมูลด้วย โดยดีแทคมีความพยายามที่จะจัดหาคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้งานเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จึงมีแผนที่จะนำคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้ให้บริการระบบ 2จี เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายบริการระบบ 4จี ตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”
ส่วนการที่ ดีแทค ไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีข้อกังวลในเงื่อนไขที่ระบุเพิ่มในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ (IM) โดยเฉพาะเรื่องแรก เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ16 ที่กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรบกวนกันของคลื่นความถี่และการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยมีภาระในการติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (Filter) ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตรายเดิมที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ และผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่งทางราง จำนวน 4 โครงการ
เบื้องต้น คาดว่าจะมีประเด็นปัญหา
ประเด็นแรก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เชื่อว่าจะสูงกว่าจำนวนเงินที่ กสทช.ลดราคาขั้นต่ำของการประมูลให้จำนวน 2,000 ล้านบาทมาก
ประเด็นต่อมา ปัญหาในทางปฏิบัติที่ผู้ชนะการประมูลจะเข้าไปดำเนินการติดตั้ง Filter ในสถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตรายเดิมทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ออกประกาศการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
รวมถึงประเด็นปัญหาในทางเทคนิคและทางปฏิบัติในการดำเนินการติดตั้ง Filter ให้ระบบคมนาคมขนส่งทางรางซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นระบบอะไร
อีกข้อกังวล คือ เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 17 กสทช.สงวนสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่เป็นช่วง 885-890/930-935 เมกะเฮิรตซ์ ในกรณีที่จำเป็น โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ ซึ่งในกรณีจะต้องติดตั้ง Filter ณ สถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เพิ่มเติมจากที่ต้องดำเนินการในกรณีแรกตามเงื่อนไขข้อ 16
ขณะที่เอไอเอส หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ก็ตบเท้าเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ แต่ไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เช่นเดียวกับดีแทค
วีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร ระบุว่า การที่บริษัทเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมองเห็นอนาคตการเติบโตของตลาดโทรคมนาคม โดยบริษัทจะมีโอกาสในการใช้คลื่นความถี่ไปพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อให้บริการลูกค้า อันได้แก่ประชาชนทั้งประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะมีนวัตกรรมไปพัฒนาอุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ ให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ ส่งผลให้ประเทศมีความก้าวหน้ามั่นคง
ด้าน สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยโทรคมนาคม สำนักวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระบุว่า อนาคตของคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ นอกเหนือจากการต้องรอความชัดเจนในเรื่องการนำไปใช้กับระบบรางตามที่กระทรวงคมนาคมร้องขอ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่การนำไปใช้และระบบที่จะใช้ ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ให้บริการระบบรางรายใดเนื่องจากในอนาคตจะมีหลายราย และหลายระบบทั้งรถไฟเดิม รถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น รถไฟอีอีซีเชื่อม 3 สนามบิน ที่แต่ละรายอาจจะมีเทคโนโลยีสำหรับระบบอาณัติสัญญาณ และใช้คลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน
ส่วนการประมูลรอบใหม่ต่อจากนี้ จะมีอีกหรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อใด คงต้องรอที่ประชุมบอร์ด กสทช.ชุดใหม่เป็นผู้วางกรอบกติกา โดยยังมีคลื่นความถี่อีกหลายย่านที่ต้องเข้าสู่การประมูลในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์นี้ หรือ 700 เมกะเฮิรตซ์ อย่างเร็วก็จะเกิดการประมูลขึ้นในปี 2563 ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 2300 และคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะเกิดขึ้นหลังปี 2568
ขณะที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ระบุว่า จากการที่ไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใดเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ กสทช. จึงจะพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ใหม่ หยิบประเด็นพิจารณาเหตุผลว่า ทำไมดีแทคไม่สามารถเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ได้
ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากที่นำออกมาประมูลแล้วจะเหลือจำนวนเท่าใด รวมถึงจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรต่อไป จะมีการนำเข้าที่ประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อพิจารณาภายหลังจากวันที่ 19 สิงหาคมนี้
จากนั้น น่าจะชัดเจนขึ้นจะถอยหรือเดินหน้าอย่างไร พร้อมกับ อนาคตเทคโนโลยี 5จี ของประเทศไทย

