บรรยากาศการท่องเที่ยวสงกรานต์ที่เพิ่งปิดเทศกาลไปหมาดๆ ดูเหมือนคึกคัก มีผู้คนเดินทางล้นหลาม สาดน้ำชุ่มฉ่ำ แต่เมื่อหันไปดูการจับจ่าย ดูจะไม่ค่อยสะพัดหวือหวามากนัก พ่อค้าแม่ขายรายเล็กรายใหญ่โอดครวญ อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี ประชาชนยังประหยัดค่าใช้จ่ายอยู่ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการออกมากระตุ้นด้วยการให้นำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่ให้ผู้เดินทางท่องเที่ยวและรับประทานอาหารในร้านอาหารระหว่างวันที่ 9-17 เมษายน 2559 สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้ปลุกกระแสแรงการใช้จ่ายขึ้นมากนัก
กอปรกับเกิดสถานการณ์แล้ง มีการรณรงค์ประหยัดน้ำ จำกัดวันเวลาเล่นสั้นลง
พลอยทำให้การจับจ่ายใช้สอยซบเซา
ชีพจรเศรษฐกิจจากเทศกาลสงกรานต์ อาจวัดอะไรได้ระดับหนึ่ง
แต่ต่อจากนี้ก็น่าจับตา เศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเป็นอย่างไร
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า เศรษฐกิจไทยหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ เชื่อว่าจะยังคงเดินไปได้แต่เป็นการเดินแบบชะลอตัว ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และไม่ได้เติบโตรวดเร็วนัก ทั้งปีเศรษฐกิจน่าจะเติบโตระดับ 3-3.5% เพราะมี 5 ปัจจัยหลัก ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1.สถานการณ์ภัยแล้ง ขณะนี้แม้จะมีบางพื้นที่เกิดฝนตกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมภาวะแล้งของประเทศยังอยู่ในขั้นวิกฤตทำให้เทศกาลสงกรานต์ครั้งนี้ต้องร่วมกันประหยัดน้ำ
ภัยแล้งดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือจำนวนมาก เพราะหากไม่รีบป้องกันอาจกระทบต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้เดือดร้อนมากขึ้น และกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร ได้ประสานไปยังสมาชิกมีหลักหมื่นราย ร่วมกันประหยัดน้ำ ขณะนี้มี 100 บริษัทขนาดใหญ่ประกาศชัดเจนว่าจะประหยัดให้ได้ 30% ภายในเดือนมิถุนายน จะเป็นบริษัทตัวอย่างให้กับบริษัทอื่นๆ เพื่อศึกษาแนวทางปฏิบัติต่อไป
2.ปัจจัยด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญมากในเวลานี้ แม้จะมีสัดส่วนรายได้ประเทศไม่มาก แต่เป็นอุตสาหกรรมส่งผลต่อการบริโภคสินค้าต่างๆ ตามมาด้วย 3.ด้านการส่งออก เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแม้ตัวเลขจะเป็นบวก แต่เชื่อว่าภาพรวมการส่งออกคงไม่เติบโตนัก ส.อ.ท.มองว่าน่าจะขยายตัวทั้งปี 0-2% เพราะเศรษฐกิจหลักของประเทศคู่ค้าของไทยอย่างจีน การส่งออกยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ติดลบถึง 20% 4.การลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) ล่าสุดพบว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 200% แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของไทยกลับมาแล้ว และ 5.งบประมาณลงทุนจากภาครัฐ เชื่อว่าจะลงสู่ภาคประชาชนโดยตรง ทั้งงบกระตุ้นระดับตำบล และหมู่บ้าน งบลงทุนรูปแบบเมกะโปรเจ็กต์ การลงทุนนี้จะเห็นชัดเจนช่วงปลายปีนี้ถึงปี 2560
อย่างไรก็ตาม ในการลงทุน รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน และพบสัญญาณดีขึ้นจากคำขอผ่านบีโอไอนั้น รัฐบาลจะต้องทำให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนจริง เพราะปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนอาจใช้วิธีขอรับการส่งเสริมการลงทุนก่อน แต่ยังลังเลจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะย่อมกังวลว่าหากลงทุนแล้วจะขายสินค้าได้หรือไม่ เพราะเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ฟื้นตัว ขณะเดียวกันนักลงทุนก็จะดูเรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิตด้วย หากตัดสินใจเร็ว แต่กำลังจะมีเทคโนโลยีใหม่ออกมา ก็เป็นไปได้อาจต้องใช้เวลาตัดสินใจ สำหรับข้อวิจารณ์ว่านักลงทุนไทยลงทุนช้ากว่านักลงทุนต่างชาตินั้น มองว่าหากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีไม่กี่รายในไทย มักมีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม อยู่แล้ว แต่กลุ่มตัดสินใจช้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพราะมีปัญหาหลัก คือสถาบันการเงินเข้มงวดเรื่องการปล่อยสินเชื่อ
อีกอุปสรรคที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข คือ ขั้นตอนปฏิบัติในการอนุมัติงบประมาณในโครงการต่างๆ ของระบบราชการ มีความเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาทุจริต สร้างความโปร่งใส แต่ข้อเสียภาคเอกชนกังวล และเคยแจ้งเตือนมานานคือ จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นข้าราชการระดับล่างเกิดความกังวล จนไม่กล้าตัดสินใจทำให้การอนุมัติงบเกิดความล่าช้า ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของรัฐได้
ส่วนสถานการณ์การเมืองปัจจุบันแม้จะเกิดความขัดแย้งขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา จนกระทบต่อความมั่นคง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใกล้จะมีการประชามตินั้น เอกชนเองก็จับตาว่าเมื่อผ่านกระบวนการต่างๆ แล้ว สถานการณ์ประเทศจะเดินไปอย่างไร แต่เบื้องต้นไม่กระทบต่อการลงทุน การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่ามีเสถียรภาพอยู่แล้ว
ขณะที่ นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากช่วงสงกรานต์มีการใช้จ่ายกันมากไปกับการท่องเที่ยว การเดินทางกลับต่างจังหวัด การเฉลิมฉลอง ฯลฯ อย่างไรก็ตามการใช้จ่ายหลังสงกรานต์ก็ไม่ได้ถือว่าชะลอออกไปมากนัก เนื่องจากประชาชนยังมีเงินเดือน เงินออมไว้สำหรับจับจ่ายอยู่
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย กล่าวว่า มองว่าการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหลังจากเทศกาลสงกรานต์ไปแล้วจะชะลอตัวลง เนื่องจากประชาชนใช้จ่ายจำนวนมากกับทั้งการท่องเที่ยว เดินทางกลับต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว ประกอบกับต่อจากนี้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองมีบุตรหลาน จะเก็บเงินไว้ใช้จ่ายสำหรับบุตรหลานจะเปิดเทอมในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากภัยแล้ง ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลง ทำให้รายได้เกษตรกรหดหายมีกำลังซื้อลดลง
นายสมชายกล่าวว่า หลังสงกรานต์ไป ในส่วนห้างค้าปลีก-ส่ง และร้านค้าปลีกต่างๆ บรรยากาศจับจ่ายตามตลาดดังกล่าวไม่คึกคักนัก เนื่องจากร้านค้าเอง โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งยังปิดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ยาวไปจนถึงเกือบสิ้นเดือนเมษายนนี้ จึงทำให้ประชาชนที่กลับจากต่างจังหวัดมาทำงาน มีร้านค้าที่ให้เลือกจับจ่ายน้อยลง ทำให้บรรยากาศโดยรวมไม่คึกคักเท่าไหร่ นอกจากนี้ร้านค้ารายเล็กๆ ยอดขายหลังสงกรานต์ก็น่าจะซบเซา ตามการใช้เงินลดลง ส่วนร้านค้าปลีกรายใหญ่แม้ว่าการจับจ่ายต่อจากนี้จะลดลงบ้าง แต่ก็ยังสามารถพากิจการเดินหน้าต่อได้ เพราะช่วงสงกรานต์ได้รับผลดีจากมาตรการรัฐกระตุ้นการจับจ่ายทดแทนแล้ว
นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทยระบุในตอนท้ายว่า นอกเหนือจากภาครัฐช่วยเหลือประชาชนด้วยการออกมาตรการมากระตุ้นให้ใช้จ่ายเงินแล้ว ต่อจากนี้รัฐควรมีมาตรการกระตุ้นหรือถ่ายทอดวิธีการจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายรับเข้ามาด้วย ไม่ใช่ส่งเสริมแค่ให้ใช้จ่าย เพราะแม้จะมีมาตรการกระตุ้นให้ออกมาใช้จ่ายมากๆ แต่หากไม่มีกำลังจะซื้อก็ย่อมไม่เกิดการใช้จ่ายด้วย โดยควรจะส่งเสริมการตลาดให้กับชุมชนที่มีการผลิตผลิตภัณฑ์ของตัวเองอยู่แล้วให้ขายได้ มีรายได้สู่ชุมชน เป็นการส่งเสริมศักยภาพการขาย เพราะการสร้างรายได้ไม่ได้จบเพียงการผลิตสินค้าได้ แต่จะต้องมีตลาดรองรับ อีกทั้งการกระจายงบประมาณสู่ชุมชนถึงคนรากหญ้านั้น ควรทำในลักษณะการจ้างงานโครงการประชาชนได้รับผลตอบแทนจริงๆ ที่ผ่านมางบกระจายสู่ชุมชนจะเน้นก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือบริษัทก่อสร้าง หรือบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง
นี่เป็นอีกมุมมองที่ภาคเอกชน ในฐานะผู้ประกอบการสะท้อน และไม่อาจละเลยมองข้ามได้
เพราะหากประชาชนไม่มีรายรับ การกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย อาจเป็นเรื่องที่สวนทาง

