ที่กรมสรรพากร นายวิวัฒน์ ตามี แกนนำเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมด้วยนายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน และตัวแทนองค์กรที่รับทุนทำโครงการให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.) พร้อมตัวแทนเครือข่าย เข้ายื่นหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากร เรียกร้องให้ยุติการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม
นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน และตัวแทนองค์กรที่รับทุนทำโครงการให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า มีโครงการได้รับเงินสนับสนุนจาก สสส.ระหว่างปี 2555-2557 ถูกตรวจสอบภาษีกว่า 2,000 โครงการ คิดเป็นเงินภาษีกว่า 700 ล้านบาท จากจำนวนทั้งหมด 4,000-5,000 โครงการ ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เข้าไปตรวจสอบและส่งเรื่องมายังสรรพากร โดยมีจำนวนนี้ 300 โครงการถูกหมายเรียกจากสรรพากรให้มาชำระภาษีแล้วเนื่องจากกำลังหมดอายุความ และมี 8 โครงการ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีพร้อมค่าปรับหลักล้านบาท โดยถูกเรียกภาษีมากที่สุดคือของนายนายวิวัฒน์ ตามี แกนนำเครือข่ายกลุ่มชาติพันธ์ ถูกประเมินภาษีและค่าปรับ 5.1 ล้านบาทจากเงินที่รับมาทำโครงการ 19 ล้านบาท
“คงไม่มีใครจะจ่ายภาษีตรงนี้ได้ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก และเงินที่ได้สสส.นำมาทำโครงการถือเป็นการใช้เงินลักษณะทำการแทน คือนำเงินไปทำกิจกรรม ไม่ใช่การรับจ้าง หรือการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตามหลังจากยื่นหนังสือครั้งนี้มีโอกาสหารือกับตัวแทนของกรมสรรพากร ทางสรรพากรระบุว่าภายสิ้นเดือนสิงหาคมนี้น่าจะมีข่าวดีออกมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีในรอบ 3-4 ปี เพราะหากต้องจ่ายภาษีดังกล่าวคงทำให้ตัวแทนรับทุนสสส.ต้องล้มละลายแน่นอน”นายคำรณกล่าว
นายคำรณ กล่าวว่า สรรพากรต้องแยกระหว่างเงินรับมาจากสสส.เพื่อนำมาทำกิจกรรม กับเงินค่าจ้างที่ตัวแทนเครือข่ายได้รับจากสสส. ถ้าเป็นเงินค่าจ้าง เงินเดือนที่ผ่านมามีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่เงินที่นำมาทำโครงการนั้นไม่ใช่เงินที่นำมาใช้ในแง่ธุรกิจ ดังนั้นไม่ควรต้องเสียภาษี ขณะนี้สรรพากรระบุว่าจะมีแนวทางชัดเจนออกมาช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ จะใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับโครงการได้รับทุนจากสสส.ต่อไป ซึ่งสรรพากรระบุว่าจะให้สรรพากรพื้นที่ชะลอการเรียกเก็บภาษีจากตัวแทนทั่วประเทศไว้ก่อนจนกว่าจะประกาศแนวทางที่ชัดเจนออกมา
นายวิวัฒน์ ตามี แกนนำเครือข่ายกลุ่มชาติพันธ์ กล่าวว่า เคยยื่นขอความเป็นธรรมมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 สรรพากรตีความเงินที่ได้รับจากสสส.มาทำโครงการว่าเป็นสัญญาจ้างทำของ ต้องเสียภาษีเงินได้ เสียภาษีนิติบุคคล และหากโครงการใดเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ด้วย
นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กล่าวว่า ในการเรียกเก็บภาษีคงต้องพิจารณาเป็นกรณีรายโครงการ โดยในเร็วๆ นี้คาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีกับตัวแทนเครือข่ายสสส. และจะมีการแถลงข่าวจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากรให้ทราบ

