ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีข่าวจับกุม “บูม” หรือ จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต ดาราแสดงกลางกองถ่าย ในประเด็นต้มตุ๋นนักลงทุนบิทคอยน์ชาวฟินแลนด์ หรือ เออาร์นี โมตาวา ซาริมา ถูกหลอกให้ลงทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) สกุลดรากอนคอยน์ โดยใช้วิธีโอนบิทคอยน์ผ่านกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีวอลเล็ท นอกจากนี้ยังถูกชักชวนมาลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัล ทั้งการลงทุนในหุ้นบริษัทเอ็กซ์เปย์ ซอร์ฟ แวร์ จำกัด, บริษัท NX Chain Inc. และลงทุนในหุ้นบริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 797 ล้านบาท
จากประเด็นดังกล่าวมีคำถามว่าทำไมถึงมีการโกงกันได้ง่ายๆ รวมถึงการลงทุนในบิทคอยน์และการซื้อขายสินค้าด้วยคริปโทเคอร์เรนซีทั้งบิทคอยน์และสกุลเงินอื่นๆ จะปลอดภัยหรือไม่ นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลอะไรบ้าง?
จึงต้องเท้าความก่อนว่า “กลโกง” ที่เกิดขึ้น ทั้งจากการชักชวนคนสนิทมาลงทุน หรือกำไรที่สูงเกินพอดี จนอยากจะกระโจนเข้าไปลงทุนแบบแทบจะอดใจไม่ไหว
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหลักที่ฝ่ายกำกับหรือเรกูเลเตอร์ ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นห่วงมากทั้งเรื่องการถูกหลอก ถูกต้มตุ๋น หรือเป็นแหล่งฟอกเงิน จุดอ่อนของโลกการเงินดิจิทัลคือการทำธุรกรรมและการลงทุนโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทั้งแบงก์หรือโบรกเกอร์เองก็ดี จึงเป็นหน้าที่ของนักลงทุนจะต้องเช็กข้อมูลให้รอบคอบ เพราะแม้ว่าการลงทุนในคริปโทฯ จะน่าดึงดูดใจ ได้กำไรเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์
ซึ่งคนอาจจะเข้าใจผิดว่าราคาของคริปโทเคอร์เรนซีจะมีแต่ขาขึ้นเท่านั้น ทั้งที่ราคาสามารถผันผวนได้ตลอดเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจจะมีการหลอกลวงในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ โดยหลังจากที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ 90 วันพอดิบพอดี ทางเอกชน ผู้ประกอบการในกระดานลงทุนคริปโทเคอร์ เรนซี ฟินเทคสตาร์ตอัพ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องต่างแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ตรงกันว่าการโกงบิทคอยน์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องใหม่!
“ธีระชาติ ก่อตระกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสต็อกเรดาร์ ฟินเทคสตาร์ตอัพ ให้มุมมองว่า กลโกงที่เกิดขึ้นผ่านการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นหลายครั้งที่ภายหลังระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล(ไอซีโอ) แล้วปรากฏว่าผู้ออกไอซีโอหนีหายไปหรือใช้รูปปลอมสำหรับเสนอโครงการชักชวนนักลงทุน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นในไทยอย่างเคสดังกล่าว ไม่อยากให้มองแค่เคสนี้เคสเดียว เพราะโดยทั่วไปก็พบการนำเงินไปใช้ในทางผิดกฎหมาย เช่น ซื้อยาเสพติด เล่นการพนัน เป็นต้น
แต่สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องดูข้อมูลในเชิงลึก ผู้ออกไอซีโอหรือผู้ที่ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีทำอะไรมาบ้าง มีประวัติอย่างไร หากผู้ชักชวนมีธุรกิจเสริมที่เกี่ยวข้อง ก็แน่นอนว่าไม่มีเหตุที่จะต้องหนีไป จึงอยากจะให้มองว่าทุกๆ การลงทุน ทั้งการลงทุนในหุ้นก็ดี หรือการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเทรนด์กำลังมาแน่ๆ ต้องศึกษาข้อมูลและโมเดลธุรกิจว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
จากเคสของ “บูม” ทางกองปราบได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของพ่อและแม่ของบูมและผู้ที่เกี่ยวข้องคือ นายปริญญา จารวิจิต น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต เพื่อตรวจเส้นทางการเงินและประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดเพิ่มกว่า 90 ล้านบาท
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับผู้ที่เข้าข่ายร่วมกระทำความผิด
ด้าน “ศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล” กรรมการบริษัท ดีเอ็นเอ ได้ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยระบุว่า “บริษัทขอชี้แจงว่าทางบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัล รวมทั้งกับการฟอกเงินหรือการฉ้อโกงใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทางกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริษัททุกท่านเล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้ และขอยืนยันว่าทางบริษัท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกประการ”
ขณะที่อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ หรือ “ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ก็ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้วเช่นกัน ซึ่งมีรายงานข่าวแจ้งว่านายประสิทธิ์ได้เจรจากับผู้เสียหายแล้ว ในกรณีส่งมอบหุ้นดีเอ็นเอไม่ครบจำนวน และตกลงคืนเงินให้นายเออาร์นีกว่า 120-130 ล้านบาท
บทสรุปและเส้นทางกลโกงบิทคอยน์จะเป็นอย่างไร คงต้องรอสรุปข้อมูลก่อน แต่ที่แน่ๆ จะเห็นว่าทางรัฐบาลค่อนข้างตระหนักเรื่องนี้มากจึงออก พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลมาควบคุม สอดคล้องกับที่ “รพี สุจริตกุล” เลขาธิการ ก.ล.ต. ให้ข้อมูลว่า ช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีการหลอกลวงโดยอ้างถึงการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในหลายกรณีนำไปสู่ความเสียหายของผู้ลงทุนในมูลค่าที่สูง จึงเป็นที่มาของการจัดทำกฎหมายดังกล่าว เพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแล ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกได้ ขณะที่แบงก์ชาติได้ออกมาเตือนนักลงทุนเป็นระยะๆ เช่นกัน และยังไม่อนุญาตให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยใน พ.ร.ก.ระบุไว้ชัดเจนว่า “ผู้ออกโทเคนดิจิทัล และผู้ที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง” หากไม่ได้มาขออนุญาตจากทางการ ก็แน่นอนว่าเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ย่อมตรวจสอบไม่ได้
รายงานข่าวจาก ก.ล.ต.ย้ำอีกครั้งว่า ภายหลังจาก พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว ค่อนข้างตอบยากว่ามีการโกงหรือมีการฟอกเงินเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ได้มาขออนุญาต จึงอยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงนักลงทุนว่าต้องศึกษาข้อมูลให้ดี ก.ล.ต.พยายามเตือนมาโดยตลอด โดยเฉพาะการโอนเงินในคริปโทเคอร์เรนซีครั้งละเป็นสิบๆ ล้าน มันมีความน่าสงสัยอะไรหรือไม่ ก็ต้องรอบคอบ
ด้านผู้ประกอบการกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี “ณัฏฐพล อัศวชมพูนุช” กรรมการสมาคมไทยบล็อกเชน และกรรมการบริษัท คอยน์ แอสเซท จำกัด แนะนำข้อสังเกตไว้ 3 ข้อที่นักลงทุนจะต้องดูให้ดีคือ
1.ธุรกิจ เงินจากการระดมทุนไปทำอะไร 2.ทีมงานและทีมที่ปรึกษาเป็นใคร มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือหรือไม่ 3.พิจารณาว่าโครงการที่เปิดระดมทุน มีมาตรฐานธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่ดูว่าลงทุนแล้วได้กำไรเท่าไหร่เท่านั้น ส่วนภาพรวมการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี จากการพูดคุยกับเอกชนให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงนี้ค่อนข้างแห้ง! บ้างก็ว่าคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ในช่วงขาลง ราคาทั่วโลกชะลอตัว แต่ก็ยังเชื่อว่าช่วงกลางไตรมาส 4/2561 การลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในไทยจะคึกคักขึ้นและมั่นใจว่าอย่างไรก็ตามคริปโทเคอร์เรนซีจะเป็นคลื่นลูกใหม่แน่นอน!?!

