วิกฤตค่าเงินตุรกีป่วนเศรษฐกิจโลก บทเรียนปี40 ปั้นไทยแกร่ง…ลุ้นครึ่งหลังฉลุย

20.08.18 | 13:23 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อตลาดหุ้นเปิดทำการปุ๊บก็ร่วงปั๊บ และยังผันผวนต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดทองคำเองก็เช่นเดียวกัน ราคาปรับลงไปต่ำสุดในรอบ 2-3 ปี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัย ถูกรบกวนจากวิกฤตค่าเงินตุรกีที่อ่อนค่ากว่า 53% นับจากต้นปี ก่อนจะ
ทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ฟื้นตัวขึ้นแล้วในปัจจุบัน
ก่อนจะไปดูเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการลงทุนและภาวะเศรษฐกิจโลก ต้องเท้าความถึงสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินตุรกีล้มไม่เป็นท่า ซึ่งอย่างแรกสุดเกิดจากการเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากตุรกีของสหรัฐที่เพิ่มเป็น 2 เท่า
หรือประมาณ 50% และ 20% ตามลำดับ
จากข้อพิพาทการคว่ำบาตรของทั้ง 2 ประเทศที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าทางตุรกีจะปล่อยตัวบาทหลวงชาวอเมริกันหรือไม่อย่างไร

โครงสร้างการเงินตุรกีเปราะ
เหตุผลต่อเนื่องที่ 2 ที่ทำให้เศรษฐกิจตุรกีล้มเป็นโดมิโน่ จนมีคำถามว่าการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐที่พุ่งเป้าเล่นงานจีน แต่ทำไมถึงกลายเป็นตุรกีที่เกิดวิกฤตแทน เรื่องนี้ทางนักวิชาการ นักการเงินและนักวิเคราห์ให้คำตอบตรงกันว่า นอกจากเหตุผลทางการเมืองที่สหรัฐจ้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าแล้ว เป็นเพราะ โครงสร้างทางการเงินของตุรกีŽ ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนรุนแรง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับสูง แต่เงินสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำหรือไม่ถึง 1 เท่าของหนี้ระยะสั้นที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของจีดีพี ขณะที่หนี้สาธารณะก็อยู่ในระดับสูงและมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก ล้วนสะท้อนถึงค่าเงินลีราทรุดตัวเร็ว
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายประกิต
สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายสถานะทางการเงินของตุรกีและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ว่า สถานะทางการเงินตุรกีคล้ายกับกลุ่มประเทศละตินอเมริกา แอฟริกา หรือในอินโดนีเซียเองก็ดี ทำให้เม็ดเงินไหลไปเข้าตลาดพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่า ประกอบกับการเตรียมปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนกันยายนนี้
ส่งผลให้ตลาดหุ้นช่วงนี้ซบเซา แต่ก็ต้องรอติดตามว่าจะมีปัจจัยมาช่วยประคองตลาดหรือไม่ เช่น ความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่าง กาตาร์ที่ประกาศจะเข้าไปลงทุนในตุรกีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน หรือความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

จับตาผ่อนปรนขึ้นภาษีรอบ2
รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ผลจากการอ่อนค่าของค่าเงินตุรกีทำให้ลูกหนี้ในตุรกีต้องเผชิญกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นตามค่าเงินที่อ่อนตัว ถือเป็นความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้และกระทบฐานะกองทุนธนาคารพาณิชย์ โดยเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เป็นฝรั่งยุโรปกว่า 73.3% และแม้ว่าช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินตุรกีจะแข็งค่าขึ้น แต่สัญญาณทางเทคนิคยังอยู่ในภาวะผันผวน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะอาจจะกลับมากดดันตลาดหุ้นในช่วงใกล้ๆ นี้ได้
นอกจากนี้ทาง บล.เอเซีย พลัส ย้ำถึงปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญว่าต้องติดตามวันครบกำหนดขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐรอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคม ว่าจะมีข้อสรุปที่ผ่อนปรนหรือไม่อย่างไร โดยปัญหาวิกฤตค่าเงินในตุรกีกดดันเม็ดเงินในตลาดเกิดใหม่ไหลเข้าดอลลาร์แอสเซ็ท ทำให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่า
จึงย้อนกลับมากดดันค่าเงินภูมิภาคส่วนใหญ่อ่อนค่าลง
สอดคล้องกับที่ นายอมรเทพ จาวะลา
ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินตุรกีว่า นอกจากกระทบธนาคารในยุโรปที่ปล่อยกู้ให้กับตุรกี ซึ่งมีผลให้ตลาดการเงินยุโรปชะลอตัวด้วยนั้น จะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจวงกว้างหรือยืดเยื้อไปมากน้อยแค่ไหน ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงไว้ก่อน เม็ดเงิน
จึงไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด รวมถึงประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นในระยะสั้นจึงต้องติดตามว่ามีประเทศไหนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่จะมีความเสี่ยงสูงหรือเป็นตุรกีรายต่อไปบ้าง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มี โครงสร้างทางการเงินŽ คล้ายกับตุรกี

เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย
ทั้งนี้ หากจะต้องฟันธงบทสรุปของสถานการณ์ นายอมรเทพชี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น สุดท้ายน่าจะหาทางออกและทำให้ตลาดกลับมามีเสถียรภาพได้ เช่น การเจรจาระหว่างสหรัฐกับตุรกี ระหว่าง นายเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐก็ได้ สถานการณ์จึงไม่น่าจะบานปลายหรือมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
วิกฤตการเงินตุรกีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด บทวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ บริษัทให้บริการทางการเงินระดับโลกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้ระบุถึงสกุลเงิน 5 ประเทศที่มีความเปราะบางทางการเงิน ได้รับผลกระทบจากการถอนการใช้นโยบายทางการเงิน (คิวอี) ของสหรัฐ ประกอบด้วย บราซิล ตุรกี อินโดนีเซีย อินเดียและแอฟริกาใต้Ž นายอมรเทพกล่าว
เพราะฉะนั้นชื่อของตุรกีและประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศไม่แข็งแรง ย่อมต้องระวังในช่วงนี้ เพราะปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จะยิ่งทำให้ตลาดดอลลาร์สหรัฐเนื้อหอมมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวรุ่น 10 ปี (บอนด์ยีลด์) สหรัฐทะลุ 3% ถึง 2 รอบด้วยกันในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดดอลลาร์สหรัฐจึงเป็นแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัยสูงของ
นักลงทุน (เซฟเฮฟเว่น)

ราคาทองคำร่วงต่ำสุดรอบ3ปี
ด้านสถานการณ์ราคาทองคำ รายงานข่าวจากบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด
แจ้งว่า ราคาทองคำในตลาดเอเชียปรับขึ้นเล็กน้อย หลังจากราคาทองคำร่วงลงไปทำระดับต่ำสุดในรอบ 19 เดือน อย่างไรก็ตามภาพรวมโลหะมีค่ารายสัปดาห์ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กลางปี 2560 ที่ผ่านมา โดยราคาทองคำปรับขึ้นประมาณ 0.1% ที่ระดับ 1,175.22 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ทองคำในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับลดลง 0.2% ที่ระดับ 1,181.30 เหรียญสหรัฐ
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยสถานการณ์ราคาทองคำว่า ราคาทองคำโลกช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้วยังปรับลงอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาทองคำในประเทศไม่ได้ปรับตามมากนัก จากปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาทองคำในประเทศยังคงทรงตัวที่ 18,500-18,600 บาท ส่วนแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการเจรจาข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนว่าสามารถตกลงกันได้หรือไม่ และจะต้องติดตามความช่วยเหลือจากหลายๆ ประเทศว่าสุดท้ายแล้วจะให้ความช่วยเหลือตุรกีได้มากน้อยแค่ไหน

Advertisement

มองโอกาสทองลูกค้ารายย่อย
ขณะนี้ราคาทองคำปรับตัวลงมาต่ำสุดในรอบ 3 ปี หรือเป็นภาวะทองออนเซล จึงเป็นจังหวะเข้าซื้อทองรูปพรรณของผู้บริโภคหรือลูกค้ารายย่อยที่ต้องการซื้อทองเก็บ ส่วนการเก็งกำไรยังคงต้องดูปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคประกอบกัน โดยแนะนำกลยุทธ์ขายก่อนซื้อทีหลัง หรือขายทำกำไรในช่วงทองคำมีการแกว่งตัวŽ นพ.กฤชรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับทางออกหรือหนทางที่ทำให้สถานการณ์ในตุรกีคลี่คลายมีอยู่ 2 ทางหลัก คือการขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟเพื่อทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ลดการขาดดุลการค้าในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนจากความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ขอสรุปว่าตุรกีจะยอมรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟหรือไม่ เพราะมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่าขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าตุรกีจะขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก
หน่วยงานต่างประเทศ
ด้านสำนักวิจัยธนาคารพาณิชย์ระบุถึงเหตุผลการที่ยังไม่ขอความช่วยเหลือจาก
ไอเอ็มเอฟว่า อาจจะเป็นเพราะตุรกียังมีปัญหาบาดหมางกับสหรัฐ นอกจากนี้ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศพันธมิตรอย่างกาตาร์ออกมาประกาศว่าพร้อมจะเข้าลงทุนในตุรกี คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยให้ตุรกีผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปให้ได้
ส่วนทางออกที่ 2 หากตุรกีไม่ง้อไอเอ็มเอฟ นายอมรเทพระบุถึงความเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องใช้นโยบายระงับเงินไหลออกนอกประเทศ (แคปปิตอล คอนโทรล) ไม่จ่ายหนี้ธนาคาร
ต่างประเทศ หรือปิดกั้นไม่ให้เงินไหลออก อย่างไรก็ตามหากตุรกีเลือกทางนี้กังวลว่าจะทำให้ตลาดหยุดชะงัก ธนาคารในยุโรปที่เป็นผู้ปล่อยกู้จะโดนผลกระทบ ขณะเดียวกันนักลงทุนกังวลว่าประเทศใดจะเป็นรายต่อไป ซึ่งหากประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้รับผลกระทบ ต่อให้ไม่ใช้นโยบายแคปปิตอล คอนโทรล แต่นักลงทุนจะไม่กล้าเสี่ยง จะยิ่งส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่มากขึ้นเป็นรอบที่ 2 อาจจะทำให้เกิดวิกฤตในประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องได้

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยแกร่ง
ด้าน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง กล่าวสรุปโครงสร้างทางการเงินที่เปราะบางว่ามีประมาณ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัด 2.หนี้ต่างประเทศ 3.หนี้สาธารณะ 4.อัตราเงินเฟ้อ และ 5.อัตราแลกเปลี่ยน จะพบในประเทศอาร์เจนตินา แอฟริกา เม็กซิโก อินโดนีเซีย และอินเดีย ส่วนประเทศไทยเองมั่นใจได้ว่าโครงสร้างทางการเงินเรายังแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้กับความผันผวนภายนอกประเทศได้ โดยเป็นบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ทำให้โครงสร้างทางการเงินของประเทศปัจจุบันอยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งวิกฤตค่าเงินตุรกีและสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับนานาประเทศ อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวช้าเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากตลาดต้องเผชิญกับความผันผวน โดยประเมินว่าผลจากวิกฤตค่าเงินตุรกีต้องใช้เวลาหลายเดือน สถานการณ์จึงจะคลี่คลาย เพราะนอกจากปัจจัยเรื่องโครงสร้างทางการเงินที่เปราะบางแล้ว เรื่องหลักเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่สหรัฐจ้องเล่นงานตุรกีเพื่อเอาใจฐานเสียงชาวอเมริกันที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้ได้สมาชิกจากทั้งพรรคเดโมแครตและ
รีพับลิกันŽ นายสมชายกล่าว
ด้าน นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์
เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุเน้นถึงผลกระทบทางอ้อมที่ส่งผลกับบรรยากาศการลงทุนในหุ้นว่า คาดว่าสถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และไม่น่าจะกระทบกับตลาดหุ้นเอเชียและหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางออกของตุรกีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดน่าจะเป็นการขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก
ไอเอ็มเอฟ เมื่อสถานการณ์สุกงอม ขณะเดียวกันทางธนาคารยุโรป (อีซีบี) น่าจะเข้ามาดูในส่วนสถาบันการเงิน เนื่องจากธนาคารในยุโรปบางประเทศ เช่น สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี เป็นผู้ปล่อยกู้หลัก

จีดีพีไตรมาส2หนุนตลาดหุ้น
แนวโน้มตลาดหุ้น ดัชนีอาจจะมีการปรับฐานท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และวิกฤตค่าเงินตุรกี แต่ปัจจัยภายในประเทศยังค่อนข้างดี โดยในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการประกาศอัตราการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 2/2561 ซึ่งเคจีไอประเมินว่าจะบวก 5% เร่งตัวจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 4.8% ประกอบกับความชัดเจนทางการเมืองน่าจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมองความเสี่ยงขาลงของดัชนีตลาดหุ้นในกรอบ 1,630-1,650 จุด ทั้งนี้ล่าสุดทางสหรัฐกับจีนส่งสัญญาณกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา จึงน่าจะช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไว้ได้Ž นายรักพงศ์กล่าว
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ค่าเงินตุรกีที่มีความผันผวนกระทบการเงินยุโรป ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามข้อมูลตลอดว่าจะกระทบกับแนวโน้มค่าเงินบาทมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการ

แบงก์ชาติมองผลกระทบจำกัด
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพความเชื่อมโยงการเงินไทยกับตุรกีด้วยว่า ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยอยู่ในวงจำกัด ทาง ธปท.จะประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ เช่นกัน โดยในระหว่างสัปดาห์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.14-33.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.20-33.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้จะโล่งใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ซ้ำรอยอดีต และไม่เข้าข่ายอันตรายเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย ที่อาจจะตามตุรกีไปติดๆ แต่เมื่อความผันผวนยังเป็นคลื่นรบกวนเศรษฐกิจก็ต้องมารอลุ้นการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งการรักษาเสถียรภาพและการ
กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่ทำเงินดอลลาร์แข็งค่า จะเป็นปัจจัยกดดันให้ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่ากำหนดก็ได้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม!!

ทีมข่าวเศรษฐกิจ