สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาโครงการแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศไทย
ผลการศึกษาพบข้อมูลที่เซอร์ไพรส์ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนขั้นต่ำ 339 ตู้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีความต้องการหัวรถจักร 314 ตู้ รถขนส่งสินค้า 3,460 ตู้ และรถไฟฟ้าความเร็วสูง 1 สาย 42 ตู้ แต่ปรากฏว่าประเทศไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมระบบรางรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางแต่อย่างใด
ขณะที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง 2561 วงเงินลงทุนระบบรางสูงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท แต่ไทยใช้วิธีการนำเข้าขบวนรถไฟแบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่เคยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนผลิตรถไฟฟ้าหรือหัวรถจักรในประเทศ ต่างกับประเทศอื่นที่สนับสนุนการลงทุนในประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินเดีย
ผลศึกษาจึงเสนอให้รัฐควรมีการกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อแบบมีเงื่อนไข เพื่อให้มีการลงทุน การจัดซื้อในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้ไทยลดการสูญเสียเงินตราการนำเข้าขบวนรถและจ้างผู้เชี่ยวชาญ ยกระดับขีดความสามารถประเทศ
“ไทยควรมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตและซ่อมแซมรถไฟในประเทศ โดยกำหนดให้มีการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศจะก่อให้เกิดการลงทุนขั้นต่ำกว่า 500 ล้านบาท สามารถซื้อรถไฟได้ในราคาที่ลดลง 17,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนรถไฟ 6,000 ตู้ อีกทั้งค่าจ้างแรงงานกว่า 2,000 ล้านบาท จะกลับเข้าสู่ประเทศ เกิดการจ้างงานที่ใช้ความรู้ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจะสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ 7,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเข้าสู่ห่วงการผลิตของอุตสาหกรรมรถไฟระดับโลก ระยะต่อไปหากกำหนดให้มีการพัฒนาบุคลากรการผลิตและซ่อมบำรุงจะประหยัดค่าบำรุงรักษาค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศได้ปีละ 1,700 ล้านบาท” นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการ สศอ.ให้ข้อมูล
ภายหลัง สศอ.เสนอผลการศึกษาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ ได้รับการติดต่อจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมส่งเจ้าหน้าที่มาคุย แต่ยังไม่ถึงระดับผู้ใหญ่
น่าติดตามว่าจะได้รับการสานต่ออย่างไร เพราะถ้าช้าไทยก็เสียโอกาสแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

