นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนระดับพื้นที่ ทั้งในระดับอำเภอ, ตำบล, จังหวัด และการขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) เพื่อนำนโยบายตลาดการผลิต เข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งช่วยเหลือในส่วนของการหาตลาดซื้อ-ขายให้ เพื่อจูงใจเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังการทำนารอบ 2 โดยจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญด้านการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการฟาร์ม ดูแลเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงมอบหมาย กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ การลงทะเบียนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย
นายกฤษฎา กล่าวว่า จากการสำรวจราคาผลผลิตด้านการเกษตรผู้สมัครใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีเกษตรกรประสบความสำเร็จ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 27,000 ไร่ ผลผลิต 1,100 กิโลกรัม/ไร่ และมีผลผลิตรวม 27,000 ตัน สามรถจำหน่ายได้ในราคา 7.50-9.60 บาท/กก. โดยมีต้นทุนการผลิต 2.90 บาท/กก. เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนต่อไร่ ข้าวนาปรัง (กข 15) ได้กำไรหลังหักต้นทุน ประมาณ 1,980 บาท/ไร่ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้กำไรหลังหักต้นทุน ประมาณ 5,000 บาท/ไร่ จะเห็นได้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีกำไรหลังหักต้นทุนต่อไร่สูงกว่าข้าวนาปรังถึง 3,020 บาท/ไร่
“หลังจากนี้จะลงพื้นที่ชี้แจงให้เกษตรกรเห็นผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากเข้าร่วมโครงการ จะได้กำไรดีกว่าการปลูกข้าว เพราะตลาดยังมีความต้องการจำนวนมาก ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้กำไรมากกว่าปลูกข้าวประมาณ 3,020 บาท/ไร่ ซึ่งยังไม่รวมกับมาตรการจูงใจที่รัฐบาลจะจ่ายให้ 2,000 บาท/ไร่ การพักหนี้ให้ 3 ปี สนับสนุนทั้งเรื่องปัจจัยการผลิตและเครื่องจักร ตลอดจนเรื่องของตลาดที่จะรับซื้อได้” นายกฤษฎากล่าว
นายกฤษฎากล่าวว่า นอกจากนี้ได้เตรียมเสนอมาตรการจูงใจในการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มเติม ได้แก่ 1.พักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกร เป็นระยะเวลา 3 ปี 2.ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อไร่ละ 2,000 บาท โดยภาครัฐชดเชยค่าดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร 3.สนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ไร่ละ 2,000 บาท 4.สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรผ่านระบบสหกรณ์ 5.สร้างระบบประกันภัยผลผลิต 6.การอบรมและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ โดยให้เกษตรตำบลดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน 7.การพัฒนาระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่ และ 8.สร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรด้วยการประกันราคารับซื้อ

