รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า ก.ล.ต.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ถือหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไอเฟค จึงตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ในฐานะกรรมการและผู้บริหาร และนายฐนวัฒน์ จันทร์สุวรรณ ขณะกระทำผิดเป็นกรรมการและผู้บริหาร ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 และทราบถึงปัญหากระแสเงินสดของบริษัทมีไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน ซึ่งจะครบกำหนดชำระในปลายปี 2559 หลังจากนั้นนายศุภนันท์และนายฐนวัฒน์ใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในดังกล่าวขายหุ้นไอเฟคผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง จำนวน 10,153,186 หุ้น และ 978,000 หุ้น ตามลำดับ เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากการลดลงของราคาหุ้นเกี่ยวกับปัญหากระแสเงินสดที่ไม่เพียงพอชำระหนี้ดังกล่าว
การกระทำของบุคคลทั้ง 2 ราย ข้างต้น ที่อาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น เพื่อขายหุ้นไอเฟคเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด ซึ่งปัจจุบันการกระทำดังกล่าวยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 242 และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ก.ล.ต.นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาบังคับใช้กับนายศุภนันท์และนายฐนวัฒน์ โดยกำหนดให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง และส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดรวมเป็นเงิน 22.89 ล้านบาท และ 2.97 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้การใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งนี้เป็นเหตุให้ผู้บริหารทั้ง 2 ราย เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท โดยในกรณีนายศุภนันท์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหาร จะต้องพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่กำหนดในหนังสือ โดยจะแจ้งการมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจดังกล่าวในขั้นตอนหลังจากนี้ต่อไป

