หน้าแรก เศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเศ...

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ เผยความไม่แน่นอนการเมืองไทยสูง ระบุ3วิกฤติการเมืองรุนแรงยุคทักษิณ-อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์ กระทบจีดีพีหดปีละ1%

27.08.18 | 20:31 น.

นายพงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย และนักวิชาการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (2540-2560) มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมี 5 รูปแบบ คือ การเลือกตั้ง การปฏิวัติรัฐประหาร การชุมนุมและการประท้วงทางการเมือง ภาครัฐมีออกมาตรการดูแลในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึก การปฏิรูปทางการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นส่งผลในเชิงลบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ประเทศทั้งในระยะสั้นและต่อศักยภาพการเจริญเติบโตระยะยาว ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดทุนหรือตลาดหลักทรัพย์พบว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้มีความผันผวนในตลาดสูงมากขึ้น แต่ไม่มีผลออย่างมีนัยสำคัญกับอัตราผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาสะท้อนว่าแม้จะมีการเลือกตั้งไปแล้วอาจจะมีการชุมนุมจนนำไปสู่การเกิดรัฐประหารขึ้นได้ ดังนั้น ในอนาคตก็มีความเสี่ยงหลังเลือกตั้งความไม่แน่นอนของการเมืองไทยยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน

นายยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนักวิชาการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ ธปท. กล่าวว่า ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบต่อจีดีพีประเทศเฉลี่ย 0.4%ต่อปี ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้พบว่าช่วงที่มีวิกฤตการณ์การเมืองรุนแรง 3 ครั้ง คือ เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง 3 วิกฤตการณ์การเมืองกระทบต่อจีดีพีประเทศสูงถึง 2 เท่าของเหตุการณ์อื่น หรือประมาณ 1% ต่อปี

“ผลกระทบต่อจีดีพีมากที่สุดมาจากการลงทุนเอกชน หากเกิดการชุมนุมทางการเมืองและการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองหรือมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเอกชนไม่มั่นใจทิศทางจึงมีการชะลอการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนเอกชนลดลงราว 1.5%ต่อปี กระทบมากที่สุดในธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่ง รวมทั้งการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยังทำให้การลงทุนเอกชนขยายตัวต่ำจากปกติที่การลงทุนเอกชนจะขยายตัวมากกว่าจีดีพีประเทศ สะท้อนจากปีนี้ที่ประเมินจีดีพี4.5% แต่การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียง3% กว่าเท่านั้น ซึ่งการลงทุนที่ขยายตัสต่ำก็มีผลต่อการบริโภคด้วย” นายยุทธนา กล่าว