มีทั้งผิดหวังและสมหวังไปตามๆ กัน เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 มีมติแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงคมนาคมไปถึง 9 ตำแหน่ง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยทั้งสิ้น
พลิกโผ”ชัยวัฒน์”นั่งปลัดคนใหม่
เริ่มจากตำแหน่งสูงสุด คือ ปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ที่จะต้องเข้าไปแทนที่ นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2561 ปรากฏผู้ที่คว้าตำแหน่งไปครอง คือ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนและการจราจร (สนข.) และให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ไปดำรง
ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรแทน
ทันทีที่เจ้าตัวทราบข่าวก็ออกอาการตื่นเต้น โดยยอมรับว่าไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่าถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วยอาการมึนๆ นิดๆ เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ใหม่ด้วยว่า พร้อมเข้ามาทำงานเพื่อเดินตามแผนยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคมทันที ไม่ว่าจะเป็นโครงการเร่งด่วน การแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพราะเดิมก็เป็นคนวางกรอบแผนงาน ทำแผนแม่บทโครงการต่างๆ ในแต่ละหน่วยอยู่แล้ว พอมานั่งในตำแหน่งปลัดคมนาคมก็จะนำแผนต่างๆ ที่วางไว้มาสานต่อผลักดันเพื่อปฏิบัติงานเป็นรูปธรรมทันที เนื่องจากตนจะเข้าใจความสำคัญของแต่ละโครงการที่ควรนำมาปฏิบัติก่อนและหลัง
ไม่หนักใจพร้อมเริ่มงานทันที
“ผมไม่หนักใจที่เข้ามารับตำแหน่ง พร้อมทำงานทันทีแม้ว่าจะไม่เคยผ่านกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งจริงๆ แล้วสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเทียบเท่ากรมกรมหนึ่ง และการทำงานก็ดูแผนโครงการภาพรวมของทั้งกระทรวงคมนาคม บทบาทก่อนหน้าจะเป็นผู้กำหนดกรอบนโยบายโครงการต่างๆ แต่เมื่อมานั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม
ถือเป็นการนำนโยบายต่างๆ มาผลักดันให้เป็นรูปธรรมตามกรอบนโยบาย ระยะเวลาที่วางไว้ให้เป็นรูปธรรม” นายชัยวัฒน์ระบุ
ทั้งนี้มีเสียงแว่วมาว่า การที่นายชัยวัฒน์ได้ตำแหน่งนี้ไปครองเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจาก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่พึงพอใจกับการทำงานในช่วงที่ผ่านมา และการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างนายชัยวัฒน์กับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็มีคนแอบเห็นว่าทั้งคู่พูดคุยเกี่ยวกับการทำงานกันได้อย่างถูกคอ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ถูกคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในครั้งนี้ก็เป็นได้
นอกจากนี้ยังมีการโยกย้ายผู้บริหารในสังกัดกระทรวงคมนาคม คือ ให้ นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม โดยให้ นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงแทน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม และให้ นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคมไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกแทน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และให้ นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคมไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) แทน ขณะที่ นางอัมพวัน วรรณโก ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) แทน นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2561
“ธานินทร์”ลั่นออกไม่รับตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ทำให้ผู้บริหารบางคนออกอาการไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ที่หลายคนต่างจับจ้องไปที่นายธานินทร์ไว้ตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ตามนโยบายรัฐบาลไปได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าก่อสร้างโครงการทางพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัทยา-มาบตาพุด มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมถึง
โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตอนที่ 1 ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 28% และมีกำหนดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคมนี้
ประกอบกับมีเสียงแว่วมาว่าได้รับแรงเชียร์แรงใจจากปลัดกระทรวงคมนาคม รวมถึงนายสมคิดเช่นเดียวกัน ครั้นผิดหวังเจ้าตัวจึงลั่นวาจาที่จะลาออกจากราชการทันที โดยจะไม่ขอไปรับตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ ต้องการพักผ่อน อยากพักไม่ต้องการรับตำแหน่งใดๆ อีก
ส่วนอีกคนที่คาดหวังกับตำแหน่งปลัดไม่แพ้กัน คือนายพีระพล ซึ่งปรากฏชื่อเป็นตัวเต็งเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะเป็นรองปลัดกระทรวงคมนาคมแล้ว ก็ยังเป็นระดับอาวุโสที่สามารถขึ้นนั่งในตำแหน่งดังกล่าวได้ แต่ที่ไม่ออกมาเคลื่อนไหวและเก็บซ่อนความช้ำใจไว้ลึกๆ นั่นก็คงเพราะตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานในสังกัดอื่นๆ เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย หน่วยงานกำกับดูแลมีครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ สามารถที่จะทดแทนความเสียใจจากการพลาดตำแหน่งที่คาดหวังได้ในระดับหนึ่ง
ที่หนักมากที่สุดคนหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นนายสนิทที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงคมนาคม และลั่นวาจาที่จะลาออกเช่นเดียวกับนายธานินทร์ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะถูกย้าย อยู่ดีๆ ก็มีคำสั่งออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาเจ้าตัวตั้งรับไม่ทัน
“จิรุตม์”ลุยงานค้างยันไม่ยึดติด
ขณะที่ผู้บริหารในตำแหน่งอื่นๆ ที่ถูกโยกย้าย ยังไม่มีใครออกมาแสดงความไม่พอใจเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นนายจิรุตม์ที่ถูกย้ายจากอธิบดีกรมเจ้าท่า ไปเป็น
ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ซึ่งออกมายืนยันว่า “จากที่ ครม.ได้มีมติให้ตนไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ ยืนยันว่าสามารถเข้าทำงานได้ทุกที่ ไม่ยึดติดตำแหน่ง และในช่วงที่ยังไม่ไปดำรงตำแหน่งตนจะยังคงทำงานในตำแหน่งอธิบดีกรมเจ้าท่า และยังคงเดินหน้าในการทำงาน และเร่งแก้ไขปัญหาการทำผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ตามที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งการแก้ไขปัญหามีความคืบหน้าไปมากกว่า 90-95% แล้ว และภายในเดือนกันยายน 2561 ทางอียูได้มีการประสานที่จะเข้ามาประเมินผลการแก้ไขปัญหาไอยูยูในส่วนที่กรมเจ้าท่ารับผิดชอบด้วย”
นายจิรุตม์ยังระบุอีกว่า “ในส่วนของการแก้ไขปัญหาไอยูยูในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่านั้น ขณะนี้ได้มีการแก้ไข คือ 1.ระบบฐานข้อมูลระเบียบเรือให้ความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบเรือทุกลำรวมถึงสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างเรือกับกรมประมงได้ 2.แก้ไขขั้นตอนปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความถูกต้อง และเหมาะสมเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย 3.ประกาศงดจดทะเบียนเรือประมงในช่วง 2 ปีนี้ (ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2561-กรกฎาคม 2563) เพื่อไม่ให้กองเรือมีเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะง่ายในการตรวจสอบเรือให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันเรือประมงไทยที่ถูกกฎหมายมีจำนวน 1,100 ลำ 4.จัดทำบัญชีเรือล็อก โดยเจ้าหน้าที่จะล็อกและแยกประเภทเรือผิดกฎหมายออกมาเพื่อให้มีการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และควบคุมกองเรือเพื่อไม่ให้มีเรือผิดกฎหมายเข้ามา โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมเรือล็อกแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2561 ทั้งนี้จากเดิมการล็อกเรือจะเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่เมื่อมีการแก้ไขจะทำให้การล็อกเรือเป็นรูปธรรมมากขึ้น และ 5.จัดระเบียบควบคุมอู่ต่อเรือ โดยเรือที่จะเข้ามาซ่อมที่อู่ต่อเรือ ทางอู่ต่อเรือจะต้องรายงานเรือที่จะซ่อมต่อกรมเจ้าท่า ซึ่งการจัดระเบียบดังกล่าวจะทำให้สามารถควบคุมตรวจสอบเรือที่ผิดกฎหมายที่มาต่อเรือได้”
“อาคม”เรียกกล่อมยับยั้งออก
แต่เมื่อเกิดปัญหาความไม่พอใจขึ้น “นายอาคม” ในฐานะเจ้ากระทรวง ก็รีบเรียกทั้ง 2 คนที่มีข่าวว่าจะลาออกมาเกลี้ยกล่อมทันที เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการทำงานของกระทรวงที่มีโครงการขนาดใหญ่ให้ต้องผลักดันอีกเป็นจำนวนมาก เพราะหากขาดคนใดคนหนึ่งไปการผลักดันงานก็อาจจะสะดุดลงได้เช่นเดียวกัน ซึ่งภายหลังการหารือกับทั้ง 2 คนแล้ว ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่ายังไม่เห็นหนังสือลาออกจากนายธานินทร์และนายสนิท ที่มีการเข้าพบกันก็เพื่อมอบหมายงานที่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ต้องมาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงคมนาคมเท่านั้น ส่วนกรณีที่ว่าการโยกย้ายครั้งนี้ทำให้เกิดรอยร้าวแตกแยกเกิดขึ้นในกระทรวงคมนาคมนั้น มองว่าเรื่องโยกย้ายเป็นเรื่องปกติที่ต้องมี แต่พอนักข่าวถามว่าเป็นการเรียกทั้ง 2 คนมายับยั้งการลาออกหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมา
ด้านนายชาติชายก็ออกมาระบุว่า ยังไม่ได้รับหนังสือลาออกของทั้ง 2 อธิบดี แต่ได้รับการยืนยันจากคนสนิททั้ง 2 อธิบดี ยืนยันว่าอธิบดีทั้ง 2 คน ได้ทำหนังสือลาออกแน่ แต่ทั้งนี้หากได้รับหนังสือลาออกจากทั้ง 2 คนจริง ตนจะต้องขอหารือเพื่อสอบถามถึงเหตุผลการลาออกจากตำแหน่งก่อนในฐานะผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามขั้นตอนระเบียบราชการการลาออกจากราชการจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน นอกจากนี้ระเบียบราชการยังให้อำนาจปลัดกระทรวงสามารถยับยั้งการลาออกได้อีกด้วย แต่ไม่เกิน 90 วัน
ขณะที่นายสนิทก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการหารือเสร็จสิ้นว่า ไม่มีแนวคิดลาออกจากราชการ เพราะในช่วงที่ผ่านมาได้ทำงานอย่างมีความสุขมาโดยตลอด ทั้งที่เคยทำงานที่กรมทางหลวง และปัจจุบันที่กรมการขนส่งทางบก เนื่องจากการเป็นข้าราชการต้องสามารถทำหน้าที่ตำแหน่งไหนๆ ก็ได้ และพร้อมทำงานในทุกที่ที่มีคำสั่งให้ไปประจำการ ส่วนอายุราชการที่เหลืออีก 1 ปี ตนก็จะทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตาม
“ธานินทร์”ยังไม่ชัดออกหรือไม่
พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวก็พยายามโทรศัพท์ติดต่อนายธานินทร์เพื่อสอบถามว่าจะเปลี่ยนใจไม่ลาออกหรือไม่ แต่ก็ไม่รับสาย ส่วนช่องทางติดต่อผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ของนายธานินทร์ หน้าจอไลน์ก็ปรากฏข้อความว่า “หลุดพ้น ปล่อยวาง”
ทั้งนี้ในส่วนของภาระหน้าที่สำคัญที่ผู้บริหารทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันหลังจากเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ คือ โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง หรือแอ๊กชั่นแพลน ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2561 และจะดำเนินการไปอีกหลายปี โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้าง ไม่จะเป็นรถไฟทางคู่อีก 9 เส้นทาง วงเงินรวม 398,383.25 ล้านบาทของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คือ 1.ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 23,384.91 ล้านบาท 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา ระยะทาง 339 กม. วงเงิน 51,823.83 ล้านบาท 3.ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,941.80 ล้านบาท 4.ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กม. วงเงิน 56,066.25 ล้านบาท 5.ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 217 กม. วงเงิน 59,924.24 ล้านบาท 6.ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กม. วงเงิน 76,978.82 ล้านบาท 7.ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. วงเงิน 26,065.75 ล้านบาท 8.ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. วงเงิน 35,839.74 ล้านบาท และ 9.ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 60,351.91 ล้านบาท
รถไฟฟ้าหลายสายรอสานต่อ
ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าอีกหลายเส้นทาง คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ด้านใต้)ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ระยะทาง 23.6 กม. วงเงิน 101,112 ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนนท์ ระยะทาง 12.9 กม. วงเงิน 109,342 ล้านบาท รถไฟชานเมืองอีก 2 เส้นทาง คือ สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) ระยะทาง 10 กม. วงเงิน 7,596 ล้านบาท สายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20 กม. วงเงิน 19,042.13 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงคูคต-ลำลูกกา ระยะทาง 7 กม. เงินลงทุน 11,989 ล้านบาท ช่วงสมุทรปราการ-บางปู ระยะทาง 7 กม. เงินลงทุน 13,701 ล้านบาท และสายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑล สาย 4 ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 17,262 ล้านบาทที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 260 กม. วงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยเส้นทางนี้จะพาดผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มี 10 สถานี ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีกลางบางซื่อ สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา สถานีอู่ตะเภา และสถานีระยอง โดยอยู่ระหว่างประกวดราคาเพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กม. วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท
เดินหน้าไฮสปีดเทรนตามแผน
ยังมีรถไฟไทย-ญี่ปุ่น หรือรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 672 กม. วงเงิน 4.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กม. วงเงิน 2.8 แสนล้านบาทก่อน
รวมถึงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะทาง 252.3 กม. วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 3 ตอน เพื่อดำเนินการให้สามารถลงมือก่อสร้างได้ตามแผนงานที่กำหนด คือ ตอนที่ 2 ช่วงปากช่อง-คลองขนานจิตร ระยะทาง 11 กม. ตอนที่ 3 ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 119.5 กม. และตอนที่ 4 ช่วงแก่งคอย-บางซื่อ ระยะทาง 119 กม. และการดำเนินงานระยะที่ 2 จากนครราชสีมา-หนองคาย ที่ไทยจะเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยจะใช้ผลการศึกษาและแบบการก่อสร้างที่ รฟท.เป็นผู้ดำเนินการนำเสนอ ครม.อนุมัติ
นอกจากนี้ก็มีโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์อีกหลายเส้นทาง ครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศของไทย การพัฒนาท่าเรือ รวมถึงสนามบินต่างๆ ก็ยังจะต้องเดินหน้าต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
ในเรื่องนี้นายสมคิดออกมายืนยันแล้วว่า การโยกย้ายหรือลาออกจากตำแหน่งของผู้บริหารในสังกัดกระทรวงคมนาคม จะไม่มีผลกระทบกับการดำเนินการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่กำลังดำเนินการอยู่ ทั้งเรื่องทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพราะการโยกย้ายเป็นไปตามความเหมาะสม โดยตนได้หารือกับนายอาคมแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องงานจะไม่มีสะดุดอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดนายธานินทร์จะเปลี่ยนใจ และทุกโครงการจะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีใครเก็บเรื่องโยกย้ายมาเป็นปมให้ต้องเสียการเสียงานจริงหรือไม่ ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด!!

