นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงงบประมาณปี 2562 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาทที่ผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ว่า งบประมาณดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ถือเป็นกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ขาดการตรวจสอบ ถ่วงดุล ขาดการมีส่วนร่วมและไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของประชาชนผ่านผู้แทนอันชอบธรรม ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการกำหนดงบประมาณและการเก็บภาษี (Budget and Taxation without Representation) สนช.ไม่ได้ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายงบประมาณจึงมีฐานะเป็นเพียง “สภาตรายาง” ให้รัฐบาล คสช. เท่านั้น
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งทำการทบทวนและแก้ไขงบประมาณปี 2562 เสียใหม่ เนื่องจากพบว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2562 มีสิ่งที่ต้องแก้ไขหลายประการด้วยกัน มีงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาทและมีการทำขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท ควรลดการขาดดุลลงเนื่องจากมีความจำเป็นน้อยลงในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและมีความจำเป็นในการลดความเสี่ยงของวิกฤติฐานะการคลังในอนาคต นอกจากนี้ อาจจะเกิดสภาวะที่การใช้จ่ายภาครัฐอาจไปแย่งเม็ดเงินจากภาคเอกชนและดันอัตราดอกเบี้ยในระบบให้สูงขึ้นได้ ทำให้ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายของภาครัฐถูกหักล้างด้วยการลดลงของการลงทุนภาคเอกชนอันเป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น หรือที่เรียกกันว่าเกิด Crowding out Effect นั่นเอง รัฐบาลหลังการเลือกตั้งควรทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเงินกู้จำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลังและควรทบทวน “สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเกินพอดี” ทั้งหลายเพื่อดึงดูดการลงทุนของต่างชาติที่ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้ภาษีจำนวนมาก กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังเพื่อให้ประเทศสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า หลังจากที่ได้มีการจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องมีการบริหารการชำระหนี้สาธารณะให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการชำระหนี้ในอนาคตจนกระทบสภาพคล่องในอนาคต รายจ่ายประจำยังคงเพิ่มขึ้น 4-5% ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนเพิ่มเพียง 1% สะท้อนยังไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณแต่อย่างใดเพราะรายจ่ายเพื่อการลงทุนยังคงมีสัดส่วนเพียงแค่ 22% ซึ่งควรปรับโครงสร้างให้เพิ่มเป็น 30% ของงบประมาณรายจ่ายและต้องทำควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการและรัฐวิสาหกิจ รัฐบาล และ สนช.ต้องชี้แจงต่อสาธารณชนด้วยว่า งบประมาณกลาโหมงบความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น 20-21% นั้นมีความจำเป็นอย่างไร ทั้งที่ภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงลดลงและไม่มีสัญญาณใดๆที่จะเกิดสงครามในภูมิภาคนี้ กองทัพได้รับการจัดสรรงบประมาณตลอดระยะเวลาสี่ปีของรัฐบาล คสช. 9.38 แสนล้านบาท ขอเสนอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งยกเลิกการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นและไม่มีคุณภาพ โดยนำเงินมาจัดสรรเพื่อการเพิ่มสวัสดิการให้นายทหารชั้นผู้น้อย ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและลงทุนทางด้านการฝึกอบรมให้กับนายทหาร หรือโยกงบประมาณไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนหรืออุปกรณ์ทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลนจะดีกว่า

