‘เส้นทางเศรษฐี’ จัดสัมมนาเอสเอ็มอี รมว.พาณิชย์ชี้ มหาเศรษฐีโลกวันนี้รวยจาก ‘สตาร์ทอัพ’

5.09.18 | 18:19 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่วิภาวดีบอลรูม c โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว มีการจัดสัมมนาหัวข้อ “ทางเหลือทางรอด SMEs ยุค4.0 ยังมีอยู่?!?” โดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ในเครือมติชน มีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิตยสารเส้นทางเศรษฐีมีวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่ชัดเจนว่าสนับสนุนการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของธุรกิจเอสเอ็มอีในเมืองไทยซึ่งเป็นรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทย ในจำนวนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน เดือนละ 5,000-6,000 รายร้อยละ 98 คือธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ร้อยละ 95 ของธุรกิจที่แจ้งขอยกเลิกในแต่ละเดือนก็คือธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นธุรกิจที่ “เกิดง่าย ตายง่าย” ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ธุรกิจเอสเอ็มอี เจริญเติบโต ยั่งยืนได้มากกว่านี้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม การสัมมนาในครั้งนี้เป็นความพยายามเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะหาคำตอบหรือจุดประกายความคิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับความรู้และสิ่งใหม่ๆ

จากนั้น นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ถือเป็นสื่อที่ยืนหยัดทำหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งมาอย่างยาวนานมาก คนติดตามมาโดยตลอด เป็นสื่อที่อุ้มชูเอสเอ็มอีให้เติบโตและอยู่รอด สำหรับคำกล่าวที่ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี “เกิดง่าย ตายง่าย” ตามที่นายฐากูรกล่าวนั้น คือความเป็นจริงของทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีวัฏจักรโดยเฉลี่ย 3-5 ปี เพราะขาดแคลนตั้งแต่เงินทุน และความสามารถทางการจัดการบริหาร รวมถึงทีมงานที่เก่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นด้านบวกซึ่งเป็นพลังสำคัญมาก และแตกต่างไปจากธุรกิจอื่นก็คือ หัวใจที่แข็งแกร่ง เพราะต้องต่อสู้ให้ธุรกิจอยู่รอด เติบโต

 “การส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เติบโตเป็นนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่แค่เป็นทางเหลือหรือทางรอดแต่เป็นทางที่สามารถไต่เต้า เติบโตต่อไปได้  ย้อนไป 30 ปีที่แล้วโอกาสของเอสเอ็มอีมีแค่ตลาดในประเทศ แต่วันนี้ความเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งใหญ่ ทั้งโลกเทคโนโลยีและโลกการค้า บนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นทั้งอุปสรรคและโอกาส ทำให้เกิดสตาร์ทอัพ ซึ่งก็คือเอสเอ็มอีที่เพิ่งเกิดโดยใช้ความคิดเป็นทรัพย์สินสำคัญที่จะทำให้แตกต่างจากคนอื่น มหาเศรษฐีของโลกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ล้วนมาจากเอสเอ็มอีที่เป็นสตาร์ทอัพซึ่งอาศัยเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม เทคโนโลยีคืออุปสรรคของธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัว เพราะไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายว่ายุคหน้าทางการค้าของกระทรวงฯ คือ ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมาอย่างรวดเร็ว สำหรับโอกาสการค้ากับต่างประเทศในวันนี้ คือการขายโดยบริษัทถึงผู้บริโภคโดยตรงต่างจากในอดีต ธุรกิจเอสเอ็มอีวันนี้ไม่ใช่เส้นทางที่ยาก แต่ต้องพัฒนาและเรียนรู้ต่อไป”  นายสนธิรัตน์ กล่าว

Advertisement

จากนั้น เข้าสู่การสัมมนา โดยมีวิทยากร ‘กูรู ทอล์ค’ ได้แก่ นาย สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , นายวรมิตร ครุฑโต รองกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี แบงก์ และ น.ส. ประภัสรา เยาวบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาบรรษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

น.ส. ประภัสรา กล่าวว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยการที่มีบสย.เช้าไปช่วยเป็นหลักประกัน อย่างไรก็ตาม จริงๆแล้วหลักประกันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้สถาบันการเงินที่เราต้องการกู้เงินเพื่อขยายกิจการมีความมั่นใจว่าธุรกิจของเราจะอยู่รอดและเติบโต ซึ่งเป็นสิ่งที่ สำคัญกว่าหลักประกัน

“บสย.คือหน่วยงานเดียวของทางภาครัฐที่เรียกได้ว่ามีการร่วมมือกับทางสถาบันทางการเงินของทางภาครัฐและภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าเอสเอ็มอีในระบบของประเทศไทย มีทั้งกิจการที่ใช้สินเชื่อจากธนาคารภาครัฐและสินเชื่อจากภาคเอกชน  ทุกวันนี้ เราไม่สามารถทำธุรกิจได้โดยลำพัง เพื่อนทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ บสย.เป็นคู่ความร่วมมือที่ให้การสนับสนุน เป็นหน่วยงานที่เชื่อมตรงกลางระหว่างผู้ให้สินเชื่อกับผู้ขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้ธนาคารเชื่อมั่นก่อนว่าธุรกิจของตนจะอยู่รอดได้ และสามารถชำระหนี้คืนธนาคารได้” น.ส. ประภัสรา กล่าว