หน้าแรก เศรษฐกิจ รองอธิบดีกรมช...

รองอธิบดีกรมชลฯ ติดตาม “บิ๊กฉัตร” ลงตรวจสถานการณ์น้ำเขื่อนแม่กลอง กาญจนบุรี

5.09.18 | 18:59 น.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ดร.สมเกียรติ ประจําวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่เขื่อนแม่กลอง ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 13 อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง พร้อมเตรียมการช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

ดร.ทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า พลเอกฉัตรชัย มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องจากเขื่อนใหญ่ 2 แห่งของลุ่มน้ำนี้มีปริมาณน้ำสูงกว่าระดับเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) โดยเขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะนี้มีปริมาณน้ำประมาณ 8,401 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ 94.82% ของปริมาณความจุ ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีปริมาณน้ำประมาณ 16,195 ล้าน ลบ.ม. หรือ 91.27% ของปริมาณความจุ นอกจากนี้สถิติที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคมของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีปริมาณนํ้าไหลเข้าเขื่อนมากที่สุด เพราะจะมีร่องความกดอากาศตํ่าเลื่อนจากภาคเหนือลงมายังภาคกลาง ซึ่งจะทําให้เกิดฝนตกหนักและส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตามกรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า อาจจะเกิดฝนทิ้งช่วงต้นเดือนกันยายน 2561 ในพื้นที่ภาคกลาง และจะตกหนักอีกครั้งหลังวันที่ 15 กันยายน 2561 เป็นต้นไป


ดังนั้น รองนายกฯ จึงได้สั่งการให้ปรับแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำแม่กลองให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดําเนินการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ในห้วงเวลาที่คาดว่าฝนทิ้งช่วง เพื่อให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุม สามารถรองรับปริมาณนํ้าฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเดือนกันยายน – ตุลาคมได้ แต่ทั้งนี้การระบายน้ำของทั้ง 2 เขื่อน ต้องเพิ่มการระบายแบบขั้นบันได และจัดจราจรทางนํ้าในการระบาย เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง


สำหรับเขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนทดน้ำหรือเขื่อนระบายน้ำ มีความยาว 117.50 เมตร มีปริมาณระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่ 3,100 ลบ.ม.ต่อวินาที เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2507 ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2513 ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำและส่งน้ำให้กับพื้นที่ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และเพชรบุรี ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนวชิราลงกรณเพิ่มสูงขึ้น จากอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง อิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เซินติญ” และอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เบบินคา” ส่งผลให้เกิดฝนตกชุกในพื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ อย่างต่อเนื่อง จนปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำเก็บกัก (Rule Curve) ทำให้ต้องเพิ่มการระบายจากวันละ 25 ล้าน ลบ.ม.(วันที่ 25 ก.ค.61) และปรับเพิ่มการระบายอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันระบายในอัตรา 53 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าของแม่น้ำแควน้อยที่ไหลผ่านสถานีสำรวจอุทกวิทยาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำแควน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นันทนาการและรีสอร์ท ทั้งนี้ ก่อนที่จะทำการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองในปริมาณมากตั้งแต่ 1,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ขึ้นไป กรมชลประทาน จะแจ้งข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ ได้แก่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ที่มีพื้นเขตปกครองอยู่ด้านท้ายเขื่อนแม่กลองให้ทราบข้อมูลปริมาณน้ำที่จะระบายและผลกระทบต่อพื้นที่ริมตลิ่ง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน โดยการนำข้อมูลสถิติย้อนหลังและการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า มาประกอบการวิเคราะห์และคาดการณ์เพื่อนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยอยากให้เร่งระบายน้ำให้มากที่สุด แต่ต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนหรือกระทบต่อระบบนิเวศ รวมทั้งให้เร่งดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางและวัชพืชที่ขวางทางน้ำ ทั้งนี้แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่กลับประสบปัญหาภัยแล้ง จึงต้องหาแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมสำหรับในแต่ละพื้นที่ โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)อีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2561 เพื่อปรับแผนการบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ต่อไป

Advertisement