หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.อุตเปิดศูนย...

ก.อุตเปิดศูนย์เทคโนโลยีดันผู้ประกอบการรีไซเคิลสร้างรายได้-ยกระดับสวล.

7.09.18 | 01:30 น.

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ณ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการจัดการขยะภายในประเทศที่มีปริมาณเฉลี่ยกว่า 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งขยะเหล่านี้หากมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร ตั้งแต่กิจกรรม/กระบวนการที่ก่อให้เกิดขยะ กระบวนการคัดแยก การจัดเก็บรวบรวม การขนส่ง การรีไซเคิล การบำบัด และการกำจัด ขยะเหล่านี้จะเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนที่สำคัญของประเทศได้ ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหลายประเทศไม่มีแหล่งแร่ธรรมชาติ

โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนขยะให้เป็น แร่ โลหะ และพลังงานทดแทนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม คือ เทคโนโลยีรีไซเคิล ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องเพื่อนำขยะหรือของเสียทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึง ผลพลอยได้ จากกระบวนการผลิต กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือที่เรียกกันในหลายประเทศว่า “การทำเหมืองแร่ในเมือง” เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ ลดการเกิดขยะและปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การขับเคลื่อนสู่ Zero Waste Society และ Circular Economy


“ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ เกิดจากการต่อยอดและขยายผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ กพร. โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลต้นแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี รีไซเคิลของภาครัฐแห่งแรกในประเทศไทย”นายสมชายกล่าว

นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.)กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นส่วนราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรีไซเคิล โดยเฉพาะการแยกสกัดแร่และโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ปัจจุบัน กพร. มีเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสียทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวม 79 ชนิด โดย 49 ชนิด ได้พัฒนาเป็นเทคโนโลยีรีไซเคิลต้นแบบของ กพร. ซึ่งผ่านการพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีแล้ว และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการผลักดันให้ขยะหรือของเสียกลายเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขยะหรือของเสีย ไม่น้อยกว่า 8 ชนิดต่อปี โดยในระยะแรกของการดำเนินงาน คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศจากการลงทุนและ/หรือการรีไซเคิลขยะหรือของเสียเป้าหมาย 200–250 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการขยะของประเทศด้วย

“นวัตกรรมและเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนขยะหรือของเสียให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรทดแทนที่สำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตของประเทศได้ โดยเฉพาะกลุ่มโลหะมีค่า โลหะหายาก และโลหะพื้นฐานที่ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติจำกัด อาทิ ทองคำ เงิน แพลทินัม แพลเลเดียม โรเดียม นีโอดีเมียม ลิเทียม ทองแดง อะลูมิเนียม”นายวิษณุกล่าว

Advertisement