นายกัมปนาท มานะธัญญา กรรมการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตข้าวถุงตรา “ข้าวหงษ์ทอง” เปิดเผยว่า ภายใน 3 ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายจะเติบโตปีะละ 15% หลังจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 5-7% เนื่องจากล่าสุดได้มีการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดจัดแบรนด์สินค้าไว้ตามการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยในปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าทั้งหมด 4 แบรนด์ คือ หงษ์ทอง ข้าวหอมมะลิ หงษ์ทิพย์ ข้าวหอมผสม หงษ์ไทย ข้าวขาว หงษ์ทองไลฟ์ ข้าวกล้อง อีกทั้งยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของข้าวสุขภาพ คือ ข้าวซูเปอร์ไรซ์ ขนาด 1 กิโลกรัม และข้าวหอมคุณภาพ 100% ขนาด 5 กิโลกรัม วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ จากการเพิ่มตัวเลือกสินค้าให้หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทที่มีเป้าหมายภายในปีนี้ ต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
นายกัมปนาทกล่าวว่า หลังจากมีโอกาสได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารบริษัท รุ่นที่ 4 ได้เริ่มต้นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการจัดระเบียบองค์กรใหม่ เพิ่มฝ่ายบริหารทุกขั้นตอน เพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการแก้ไขปัญหาคลังสินค้าไม่เพียงพอต่อรอบการขายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อคำสั่งซื้อ จึงได้มีการให้พนักงานขายคาดการณ์คำสั่งซื้อต่อรอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บสินค้า ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 10% มีมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และเพิ่มการผลิตรอบสินค้าจากเดิม 3 ครั้ง เป็น 4 ครั้ง ส่งผลให้สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่าเดิม ถึง 20% ต่อมาเป็นการลดใช้กระดาษในสำนักงาน เนื่องจากในแต่ละวันบริษัท มียอดสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้กระดาษในการพิมพ์คำสั่งซื้อของลูกค้าไม่ต่ำกว่า 300 แผ่นต่อวัน และต้องพิมพ์กระดาษให้ฝ่ายเกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ยิ่งมีการใช้กระดาษมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บเอกสารขนาดใหญ่ จึงได้มีการวางระบบให้เปิดคำสั่งซื้อของลูกค้าผ่านเว็บไซต์แทน มีการทำราคาและการส่งเสริมการขายอย่างชัดเจน เพื่อลดความซับซ้อนในขั้นตอนการทำงาน ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และการทำโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลแบบใหม่ ให้สามารถดึงข้อมูลมาประมวลผลได้ทันที ซึ่งรวดเร็วและแม่นยำกว่าปกติ
“ตลาดข้าวของไทยมีการแข่งขันที่สูงเป็นปกติ แต่ปีนี้ไม่ได้เกิดการแข่งขันแบบดุเดือดเหมือนที่ผ่านมา ในการทำโปรโมชั่นลดราคาจนน่าตกใจ แต่ยังต้องแข่งขันในเรื่องตลาดต่อเนื่องเหมือนเดิม ส่วนราคาข้าวในเร็วๆ นี้ยังไม่มีการปรับตัวขึ้น แต่ต้องดูปลายปีอีกครั้ง หากมีปริมาณข้าวดีราคาอาจปรับตัวลดลง แต่หากปริมาณข้าวน้อยราคาจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของท้องตลาดอยู่แล้ว” นายกัปนาทกล่าว

