นางสาวพรพรรณ วีระปรียากูร ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ศูนย์วิจัยข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ เซ็นจูรี่21 โพล กล่าวว่า ผลสำรวจ “ทางรอดหรือทางตันของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุครัฐบาล คสช.” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,110 คน โดยมีตัวแทนจากแต่ละภาค ในจ.เชียงใหม่ จ.นครราชสีมา จ.กาญจนบุรี และจ.สงขลา พบว่า กรณีท่านเห็นด้วยหรือไม่กับสังคมไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประชาชนเห็นด้วย 84.20% ไม่เห็นด้วย 15.80% กรณีท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาล คสช. ให้ธนาคารอาคารเคราะห์(ธอส.) ผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยกู้เพื่อผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางที่เคยถูกปฏิเสธคำขอการกู้เงินจากธนาคารอื่น พบว่า เห็นด้วย 85.50% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงมีผลต่อการกู้สินเชื่อ แต่การเข้าถึงสินเชื่อมีผลกระทบมากกว่า ซึ่งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามามีบทบาท และไม่เห็นด้วย 14.50%
นางสาวพรพรรณ กล่าวว่า กรณีเห็นด้วยหรือไม่ สำหรับอัตราบ้านหลังแรกที่ 3.50% ต่อปี ปีที่ 2 ที่ 4.25% และปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญา พบว่า เห็นด้วย 72.60% โดยส่วนใหญ่กลุ่มที่เห็นด้วยเป็นกลุ่มที่อยู่นอกเมืองเป็นหลัก และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย 27.40% เนื่องจากมีความเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยควรถูกกว่านี้หรืออยากให้อัตราดอกเบี้ยเป็น 0% กรณีในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยในสังคมที่ไม่เห็นใครไว้ข้างหลัง จะสนับสนุนนโยบายนี้หรือไม่ เพราะอะไร โดยพบว่ากว่า 84.10% จะสนับสนุน โดยเฉพาะนโยบายที่ช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาส เพราะเป็นการลดความเลื่อมล้ำในสังคม แต่อีก 13.40% ไม่สนับสนุนเพราะไม่คิดว่ารัฐบาลคสช.จะทำได้ และคนที่มีโอกาสยังมีอำนาจเหมือนเดิม นอกจากนี้ กรณีท่านต้องการให้ คสช. เสริมหรือเพิ่มเติมนโยบายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอย่างไรบ้าง พบว่า มากที่สุด คือ 1.การจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม 2.ภาษีกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดหย่อนภาษีตามอัตราเงินกู้ที่ธนาคารอนุมัติ 3.การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย 4.การซื้อที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่วัยทำงาน 5.การเช่าเพื่อซื้อตามฐานรายได้เติบโตของชนชั้นกลาง และ 6.บ้านประชารัฐ เป็นต้น
“ทางรอดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุครัฐบาล คสช. คือ ปัจจัยการพัฒนาเมืองและระบบขนส่งมวลชน และปัจจัยแผนพัฒนาของจังหวัด เพราะระบบคมนาคมขนเกิดขึ้นจะต้องมีการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบข้างไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่ จะต้องพิจารณาส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ความหนาแน่นของประชากร ความหลากหลายของกิจกรรม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการออกแบบที่เชื่อมโยงเหมาะสม ขณะที่ทางตัน ทำเลการพัฒนาที่อยู่อาศัยจะต้องมีกิจกรรมในรอบ ๆ พื้นที่เกิดขึ้นด้วย เพราะถ้าอยู่โดดเดียวโครงการมักไม่สำเร็จ และควรพิจารณกฎหมายผังเมือง การเวนคืนที่ดิน อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน(เอฟเออาร์) รวมทั้ง การควบคุมปริมาณการใช้รถส่วนบุคคลเพราะหากโครงการดีแต่รถติดคงไม่ใครจะซื้อ เป็นต้น” นางสาวพรพรรณ กล่าว

