หน้าแรก เศรษฐกิจ พพ.ขานรับนโยบ...

พพ.ขานรับนโยบายใช้ไม้ยางพาราผลิตไฟฟ้า หนุนอาคารประหยัดพลังงาน

12.09.18 | 04:28 น.

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.อยู่ระหว่างปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานทางเลือก(เออีดีพี) ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจะต้องให้ความสำคัญกับความต้องการใช้ไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้ารายภูมิภาค ตลอดจนในแผนใหม่จะมีการปรับสัดส่วนพลังงานทดแทนให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตอีกด้วย

“แผนเออีดีพีจะทำคู่ขนานไปกับพีดีพี สอดรับกับไฟฟ้ารายภาค หากพลังงานหลักบางอย่าง อาทิ ฟอสซิล ใช้ลดลงก็ต้องเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอีกส่วนมาแทนที่ อาทิ ชีวมวล โซลาร์ และขยะ พร้อมกันนี้ก็ต้องให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี อดีตเราไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าแต่ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาก็ต้องเตรียมพลังงานไว้รองรับ”นายประพนธ์กล่าว


นายประพนธ์กล่าวว่า ล่าสุดทราบว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจะหารือกับ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหาแนวทางนำยางพาราในสต็อกของรัฐมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เรื่องนี้เป็นระดับนโยบาย ซึ่งต้องดูแนวทางหลังจากนี้ว่าจะมีข้อสั่งการอย่างไร แต่ในส่วนของไม้ยางพาราถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าที่ระบุในแผนเออีดีพีอยู่แล้ว และตามแผนเออีดีพีเดิมระบุว่าเมื่อสิ้นสุดปลายแผนจะต้องผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลทุกชนิดให้ได้ 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ผลิตได้แล้วประมาณ 3,000 เมกะวัตต์

นายประพนธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ พพ.ยังได้ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในอาคาร (บิลดิ้ง เอเนอร์ยี่ โค้ด) หรือบีอีซี โดยในปี 2561 มีอาคารที่ผ่านการตรวจประเมิน 114 อาคาร จาก 33 หน่วยงาน มีอาคารที่ได้รับฉลากอาคารประหยัดพลังงาน 18 อาคาร แบ่งเป็นระดับอาคารดีเด่น ผู้ได้รับ 1 หน่วยงาน จาก 1 อาคาร ระดับดีมาก ผู้ได้รับ 7 หน่วยงาน จาก 15 อาคาร และระดับดี มีผู้ได้รับ 2 หน่วยงาน จาก 2 อาคาร ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างกำหนดเกณฑ์มาตรฐานประหยัดพลังงานในอาคารโดยออกเป็นกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่ออนุรักษ์พลังงาน พ.ศ…. ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562สำหรับอาคารขนาด 1 หมื่นตารางเมตรขึ้นไป ส่วนอาคารขนาดเล็กจะทยอยบังคับใช้จนครบถ้วนในปี 2564

“โครงการบีอีซีนี้ พพ.ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี โดยมีการตรวจแบบอาคารมาแล้วตั้งแต่ปี 2562 ประหยัดพลังงานได้มากกว่าอาคารทั่วไป 10% คิดเป็นมูลค่าการประหยัดพลังงานสะสมกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท มีการปรับปรุงองค์ประกอบภายในอาคารหลายด้าน อาทิ การเปลี่ยนหลอดไฟแบบแอลอีดี การปรับพื้นที่สำหรับผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์”นายประพนธ์กล่าว

Advertisement