สราวุฒิ อยู่วิทยา ฤๅจะเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” GEN 2?

21.04.16 | 17:30 น.
สราวุฒิ อยู่วิทยา

สราวุฒิ อยู่วิทยา ฤๅจะเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” GEN 2?

นับครั้งได้ในแต่ละปีที่ผู้บริหารสูงสุดของค่ายกระทิงแดงจะออกมาเปิดตัวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

ซึ่งเป็นเรื่องปกติของตระกูล “อยู่วิทยา” อันเนื่องมาจากเจ้าพ่อกระทิงแดงผู้ก่อตั้งอย่าง “เฉลียว อยู่วิทยา” หรือ “โกเหลียว” ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบออกสื่อ และทำตัวโลว์โปร์ไฟล์มาตลอด

อย่างไรก็ตาม หลังจากคุณพ่อของลูกๆ สองแม่รวม 11 คน จากโลกนี้ไป สังคมไทยก็หันไปจับตามองค่ายนี้ว่าใครจะขึ้นมากุมบังเหียน หรือมีบารมีเทียบเท่าเจ้าพ่อกระทิงแดง

ล่าสุด “สราวุฒิ อยู่วิทยา” ลูกของเฉลียวกับภรรยาคนที่สอง “ภาวนา หลั่งธารา” ทายาทหนุ่มวัย 46 ปี ก็เข้ามานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจกระทิงแดง

ขณะที่ “เฉลิม อยู่วิทยา” ลูกชายคนโตของ “เฉลียว” กับภรรยาคนแรก “นางนกเล็ก สดศรี” เป็นประธานบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ดฯ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ดูแลตลาดในภาคพื้นยุโรปและเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด และอีกกว่า 20 บริษัทในเครือ ซึ่งเฉลิมเป็นซีอีโอคุมมาตั้งแต่ต้น

Advertisement

โดยเฉลิมเองน้อยครั้งที่จะให้สัมภาษณ์สื่ออย่างเป็นทางการ แม้ลูกชายของเขาตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถชนตำรวจจนเสียชีวิตและเป็นข่าวใหญ่โต

อย่างที่เกริ่นแต่แรก คนในตระกูลนี้ค่อนข้างเก็บตัวและไม่ชอบเป็นข่าว แต่เผอิญเมื่อไม่นานมานี้ ทางกลุ่มธุรกิจกระทิงแดงเปิดตัวกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยให้การสนับสนุนกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถียั่งยืน บ้านบางแตน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ในการปลูกข้าวอินทรีย์ อันเป็นพื้นที่รอบๆ บริเวณที่ตั้งโรงงาน บรรดานักข่าวเลยมีโอกาสได้สนทนาในหลายเรื่องหลายประเด็น

ซึ่ง “สราวุฒิ” ย้ำว่า ขอให้ช่วยเสนอข่าวซีเอสอาร์นี้หน่อยเพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง แม้วันหนึ่งจะไม่มีกระทิงแดงอยู่เบื้องหลังก็ตาม

โดยแต่ละปีกลุ่มกระทิงแดงใช้งบฯ ในการทำซีเอสอาร์ประมาณ 50 ล้านบาท

“ทุกคนจะงงว่ากระทิงแดงมาทำข้าวทำไม จะออกข้าวถุงตัวเองหรือเปล่า ต้องบอกว่า มันไม่ได้อยู่ในแผนธุรกิจ แต่โครงการนี้มาจากคุณพ่อ คุณเฉลียว แล้วพวกเราได้รับการปลูกฝังเห็นกับตาว่าตั้งแต่บริษัทธุรกิจยังไม่ใหญ่โตอะไร ท่านก็ทำบุญทำกุศลบริจาคในสิ่งที่ท่านเห็นสมควร ซึ่งหลายๆ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าคุณเฉลียวเวลาทำอะไร ท่านไม่ค่อยจะมานั่งออกสื่ออะไรเท่าไหร่ นั่นเป็นสิ่งที่ซึมซับพวกเรากันมา”

“สำหรับผมเห็นว่า นั่นเป็นเฟสแรกของการทำ CSR ตรงจุดนั้นท่านไม่ได้หวังอะไรเลย ท่านทำเท่าที่มีกำลังทำได้ และอยากทำ ทีนี้มาถึงในรูปบริษัท บริษัทมีการพัฒนา ธุรกิจก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เฟสที่ 2 นอกจากเราคิดเอง ทำเองแล้วเราอยากดึงคนอื่นๆ มาร่วมกับเรา เพื่อให้เกิดพลังมากขึ้น นั่นคือ จุดกำเนิดของกระทิงแดงสปิริต”

แล้วทำไมต้องไปทำซีเอสอาร์กับพวกเกษตรกร

ประเด็นนี้คุณสราวุฒิให้คำตอบว่า

“ณ วันนี้ เราอยากทำให้ภาพมันใหญ่ขึ้น และมองว่าเราทำธุรกิจในประเทศ มีอะไรที่จะตอบแทนกลับมาให้ประเทศชาติได้ ช่วยประเทศชาติได้ ในกำลังที่ทำได้ ต้องบอกว่า สินค้าเราเป็นสินค้า แมส มาร์เก็ต (Mass Market) คือ ขายคนทั่วไป เพราะฉะนั้น เกษตรกรเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์ กระทิงแดง เพียวริคุ ก็ถือว่าเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของเรา

ขณะที่เกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าเราทำให้คนกลุ่มนี้เข้มแข็งขึ้นมาได้ เท่ากับเราตอบแทนกลุ่มลูกค้าเรา และถ้าสังคม ประเทศชาติเข้มแข็ง ทุกอย่างก็จะดีขึ้น หากถามว่าจะรีเทิร์นเป็นตัวเงินกลับมาที่บริษัทยังไง ต้องบอกว่า สิ่งที่คุณพ่อปลูกฝังมา เราไม่ได้มองอย่างนั้น แต่คิดว่า สิ่งที่พอจะทำได้ ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เรามีพลังพอที่จะทำสิ่งดีๆ เริ่มต้นจุดประกาย และขยายสเกลออกไปได้ อันนั้นคือจุดประสงค์มากกว่า”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจกระทิงแดง พูดถึงแนวทางบริหารจัดการที่ผู้เป็นพ่อฝากฝังไว้ว่า

“เราเป็น Gen ที่ 2 แนวทางที่คุณพ่อให้ไว้ หลายเรื่องมาก สิ่งหนึ่งที่แกให้ไว้ แต่ไม่เคยเขียนมาเป็นกฎระเบียบว่าอยากให้ทำอะไรบ้าง แต่แน่นอนว่า ทำอะไร 1.สินค้าต้องปลอดภัย ยืนยันจริงๆ อันนี้เป็นสิ่งที่แกพูดตั้งแต่ผมเด็กๆ แล้วว่า คอนเซ็ปต์ง่ายๆ ถ้าผลิตอะไรมาแล้ว ไม่กล้าให้ลูกตัวเองกิน ไม่ต้องทำเลย ไม่ต้องมานั่งคิดว่าข้างในคืออะไร”

“ต้องบอกว่า กระทิงแดง หลายๆ คนอาจบอกว่า เอนเนอร์จี้ ดริงก์ (energy drink) บางคนอาจงงๆ แต่เรารู้ว่า เอนเนอร์จี้ ดริงก์ ปลอดภัย ผมเองกินตั้งแต่อยู่มัธยม สอบทุกครั้ง คุณพ่อจะเอามาให้กิน ไม่ได้กินอย่างอื่นเลยนะ กินกระทิงเลยลูก เวลาสอบ จะได้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ฉะนั้น ยืนยันได้เลย สิ่งแรกที่เราผลิต สินค้าต้องปลอดภัย ถึงแม้จะไม่เป็นกฎ แต่พี่น้องเรารู้กันดีว่าอะไรที่มันสุ่มเสี่ยง”

“อะไรที่ดูแล้วมันเทาๆ ยกตัวอย่าง เหล้า บุหรี่ ไม่ทำแน่นอน ไม่ใช่ไม่ทำอย่างเดียว ขาย เราก็ไม่ขาย”

เล่าถึงตรงนี้คุณสราวุฒิขยายความให้ฟังอย่างละเอียด ซึ่งเสมือนเป็นคำประกาศชัดเจนเลยว่าค่ายกระทิงแดงจะไม่ทำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทเหล้า บุหรี่ หรือมีส่วนเชื่อมโยงกับสินค้าพวกนี้แน่นอน

“สมมติว่า มีบริษัทกระจายสินค้าพวกนี้แล้วมาสนใจเรา ด้วยความเคารพ เราไม่ได้ว่าใครที่ทำธุรกิจนี้ ทุกอย่างมันก็เป็นสัมมาอาชีวะ แต่ในมุมมองของเรา ธุรกิจสีเทา เราไม่ทำ อันนั้นเป็นข้อแรก ข้อสอง คือ ต้องดูแลตรงนี้ เราโตมาจากธุรกิจครอบครัว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะโตต่อไป เราอยากเมนเทน (maintain) ความเป็นครอบครัว เราดูแลพนักงานเหมือนเป็นญาติพี่น้อง แต่ไม่ได้บอกว่าใช้ระบบกงสีจ๋า ประเมินผลไม่มี ไม่ใช่ เราต้องบริหารอย่างโปรเฟสชั่นนอล ทุกวันนี้เราบริหารอย่างโปรเฟสชั่นนอล ใช้มืออาชีพ”

“ส่วนเรื่องไปยังไงต่ออนาคตก็เหมือนกับสิ่งที่ทำทุกวันนี้ เราอยากให้มันยั่งยืน เป็นวาระที่ไปได้ในระยะยาว ต้องไม่ไปเสี่ยงอะไร หรือออกนอกลู่นอกทาง หมายถึงว่า หวังรวย อย่างเช่น ตลาดอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งมันอันตรายมาก แต่รวยเร็ว ทำไหม เราบอกเลยว่า ไม่ทำ”

“เราไม่ได้หวังรวยไปเรื่อยๆ เพราะอะไร เพราะต้องยั่งยืน และดูแลคนอีกเป็นหมื่นชีวิตทั่วโลก เราต้องทำธุรกิจอย่างรอบคอบ และโตอย่างยั่งยืน”

พูดถึงเรื่องธุรกิจไปแล้ววกกลับมาเรื่องส่วนตัวกันบ้าง แม้ในวัย 40 ปลายๆ แต่ถ้าใครไม่รู้จะนึกว่าหนุ่มใหญ่รายนี้อายุ 30 กว่า เพราะ “สราวุฒิ” หุ่นดีไม่มีพุง บวกกับรอยยิ้มและความเป็นกันเองที่มีให้กับผู้คน ส่งผลให้เขาดูหน้าเด็กกว่าอายุ แสดงว่าเป็นคนที่ดูแลสุขภาพ

“ผมว่าการออกกำลังกายสำคัญ สุขภาพก็สำคัญ ถ้าสุขภาพไม่ดีก็แย่ ทุกอาทิตย์ผมจะแบ่งเวลาเท่าที่จะทำได้ ว่ายน้ำบ้าง ขี่จักรยานบ้าง เข้ายิมบ้าง แล้วแต่เวลาจะอำนวย แต่เอาเข้าจริงๆ เราทำไม่ได้เยอะ สำคัญอีกอย่างคือเรื่องคุมอาหาร น้ำหนักเผลอไม่ได้ เผลอไปน้ำหนักขึ้น อายุมากก็เป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนสมัยวัยรุ่นกินอะไรก็ไม่อ้วน ตอนนี้กินอะไรก็เอาแล้ว”

สำหรับรุ่นหลานๆ ของตระกูล “อยู่วิทยา” ซึ่งจะต้องรับถ่ายทอดกิจการต่อจากรุ่นสองนั้น คุณสราวุฒิบอกว่า “ผมเองมีลูกสองคน คนโตผู้หญิง อายุ 19 ปี ลูกชายคนเล็กอายุ 15 ปี ยังไม่ได้มาช่วยงานอะไร สิ่งที่รุ่นสองรุ่นผมจำได้เพราะรุ่นสองโชคดีเจอคุณพ่อได้สัมผัสตัวตน วิถีชีวิตของท่านชัดเจน”

“สิ่งที่เราทำอยู่ ผมพยายามสอนลูกหลาน ลูกผมก็โชคดี ตอนเล็กๆ ยังได้เจอคุณปู่ เราพยามปลูกฝัง วิถีชีวิตที่เป็นความสุข ไม่ใช่วัตถุ ท่านทำงาน ทำด้วยใจรัก ทำทุกอย่าง และเน้นในสิ่งที่เราอยากจะทำ อย่างที่มาทำเรื่องข้าวอินทรีย์ก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจพวกเราที่ทำงานเครียดทุกวัน ถึงเวลาก็แบ่งเวลา แบ่งกำลังมาช่วยงานนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังรุ่นลูกต่อไป”

แล้ววางแผนจะให้รุ่นหลานเข้ามาช่วยกิจการอย่างไร ประเด็นนี้ คุณสราวุฒิอธิบายว่า

“พอมาถึงรุ่นผมขึ้นอยู่กับตัวเขา เพราะบริษัทเราบริหารแบบมืออาชีพ ถ้าเขาอยากมาช่วยต้องมาร่วมงานตั้งแต่ตำแหน่งเล็กๆ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญเขาต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่ถ้าไม่อยากช่วย ดูแล้วเขาอยากมีความสนใจหรือมีฝันของเขาเอง ก็ไม่เป็นไร ลูกหลานเราวางกรอบในแนวนี้หมด ไม่ได้บังคับให้มานั่งทำ ไม่ได้เน้นให้มาช่วย เพราะถ้ามาทำหมายถึงต้องอยากทำ”

ส่วนที่มีเสียงพูดกันว่าในบรรดาลูก 11 คนนั้น มีบางส่วนของ “สราวุฒิ” ที่เหมือนกับ “เฉลียว” ผู้เป็นพ่อ เขารีบโต้ทันทีว่า “…โอ ด้านไหนครับ ไม่เหมือนครับ ไม่น่าจะใช่ ผมว่าไปเปรียบเทียบกับพ่อไม่ได้ ลูกๆ ทุกคนไม่มีใครกล้าไปเปรียบเทียบกับคุณพ่อ”

อย่างเรื่อง การใช้ชีวิตแบบติดดิน

“ก็ไม่นะ บางท่านยิ่งกว่าผมอีก พี่น้องคนอื่นทำเยอะ เรื่องสังคม แต่พอดีผมมีหน้าที่การงาน มีโอกาสที่สื่อได้เห็นภาพ มีคนอื่นหลายคนใช้ชีวิตแบบคุณพ่อ แต่ความคิดก็ไม่ได้ต่างกัน”

บทสนทนาครั้งนี้คงทำให้เห็นแล้วว่าซีอีโอของค่ายกระทิงแดง GEN 2 ยังคงยืนหยัดในเจตจำนงอันแน่วแน่ของผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะเรื่องการทำซีเอสอาร์กับกลุ่มเกษตรกร รวมไปถึงเรื่องการเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกสื่อ ใช้ชีวิตสมถะ พร้อมมุ่งหน้าขยายกิจการในหลากหลายสาขา

แบบ “รวยเรียบๆ เงียบๆ ไม่ส่งเสียง” ให้ผู้คนในสังคมรับรู้ในวงกว้าง แม้ตระกูลนี้ติดอันดับมหาเศรษฐีระดับโลกก็ตาม