ผลการวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Proceedings of The National Academy of Sciences (PNAS) ระบุว่า อุณหภูมิของโลกกำลังพุ่งไปสู่จุดเดือด จนนำมาสู่ภาวะที่เรียกว่า Hothouse Earth หรือเทียบได้กับการอาศัยอยู่ในเตาอบ ซึ่งเป็นสภาพที่เลวร้ายที่สุดและร้อนที่สุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา และหากยังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร อย่างไรก็ตาม นานาชาติจะต้องช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้น และเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจกแบบถาวรนี้
“ประเทศญี่ปุ่น” ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ด้วยการจัดทำ โครงการทดสอบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) โดย บริษัท เจแปน ซีซีเอส ที่ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (METI)

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปศึกษาดูงาน โดยนำผู้สื่อข่าวอีกจำนวนหนึ่งไปประเทศญี่ปุ่นด้วย เมื่อเร็วๆ นี้
จากข้อมูลที่ได้รับ เทคโนโลยี CCS เริ่มทำการสอบครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2016 หรือ พ.ศ.2559 ที่โรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท อิเดะมิสึ โคซัง โดยได้ดำเนินการทดสอบแบบครบทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การดักจับ การขนส่ง และการฉีดอัดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปเก็บไว้ชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นชั้นหินที่กักเก็บน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่หมดศักยภาพไปแล้ว
ตามแผนดำเนินการคืออัดฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 100,000 ตันต่อปี ในหลุมกักเก็บที่มีความลึก 1,000 เมตร และ 3,000 เมตร และจากการทดสอบสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
นายโยชิฮิโร ซาฮาดะ ผู้จัดการฝ่ายประสานงานวิศวกรรมระหว่างประเทศ บริษัท เจแปน ซีซีเอส จำกัด (Japan CCS Co., Ltd.) ให้ข้อมูลว่า เทคโนโลยี CCS ถูกเลือกใช้บนเกาะฮอกไกโด เพราะมีความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุดในการทดลองใช้จากระบบปิด และมีการติดตามอย่างอัตโนมัติเมื่อเกิดภัยพิบัติจะมีสัญญาณเตือนภัย ซึ่งจุดเด่นของ CCS นอกจากจะอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังใช้เวลาดักจับไม่นาน

เทคโนโลยี CCS ยังถูกนำไปพัฒนาใช้กับโรงไฟฟ้า เรียกว่า CCS ready ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่เมืองโออิตะ และเมืองฮิโรชิมา โดยจะใช้ CCS ดักจับจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน และอนาคตญี่ปุ่นมีแผนจะใช้ CCS เป็นต้นแบบโมเดลต่อยอดทุกโครงการพลังงานและอุตสาหกรรม โดยแต่ละโครงการจะใช้งบประมาณในการลงทุนเริ่มต้นประมาณ 30,680 เยน หรือ 9,000 ล้านบาท
นายวีระศักดิ์กล่าวระหว่างการดูงานครั้งนี้ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะนำผลการศึกษาระบบ CCS มาเปรียบเทียบ และนำมาปรับใช้บริหารจัดการภาคพลังงานของประเทศต่อไปในอนาคต
“เทคโนโลยี CCS น่าจะเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับภาคพลังงานในอนาคตในภาวะที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไทยเองได้เริ่มต้นศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่เช่นกัน แต่การจะนำมาใช้ยังต้องอาศัยความพร้อมในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่การประเมินเทคโนโลยีการดักจับ การขนส่ง ขนาดและลักษณะโครงสร้างใต้ดิน โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่จะนำมาใช้ในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงต้นทุน ค่าใช้จ่าย เทคโนโลยี CCS จะตอบโจทย์ภาคพลังงานของประเทศหรือไม่ขึ้นอยู่กับแผน PDP (แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ) ที่จะเกิดขึ้นด้วย”
สถานการณ์การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ ในประเทศ นายวีระศักดิ์เปิดเผยว่า มีการจัดหาทั้งบนบกและในทะเล อัตราเฉลี่ยรวมประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจัดหาจากแหล่งในทะเลเป็นหลักประมาณ 3,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ไม่เพียงพอต่อปริมาณการใช้ในประเทศเฉลี่ย 4,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งก๊าซฯเอราวัณและบงกชกำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 อาจส่งผลต่อปริมาณจัดหาก๊าซฯในประเทศลดน้อยลง จึงต้องเร่งบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการใช้

แผนหนึ่งของกระทรวงพลังงานคือ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี อีกราย ตั้งเป้าเริ่มนำเข้าแอลเอ็นจีปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันในปี 2562 จากเดิมบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเข้าเพียงรายเดียว
ด้านรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมในครึ่งปีแรกนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2561) ของไทย อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า มีทั้งสิ้น 79,483 ล้านบาท หากนับตั้งแต่ปี 2524 ที่เริ่มมีการจัดเก็บจนถึงเดือนมิถุนายน 2561 สามารถจัดเก็บแล้วทั้งสิ้น ประกอบด้วยค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รายได้จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรายได้อื่นๆ (ค่าตอบแทนการต่อระยะเวลาผลิต)
หากนับตั้งแต่ปี 2524 ที่ประเทศไทยเริ่มมีการจัดเก็บ จนถึงเดือนมิถุนายน 2561 มีทั้งหมดรวม 2,142,152 ล้านบาท!
“เฉพาะการเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมของประเทศครึ่งปีแรกของปี 2561 อยู่ที่ 21,922 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ส่งเข้าท้องถิ่น 1,079 ล้านบาท และส่งเข้าคลัง 20,843 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้ 42,000-43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีค่าภาคหลวงปิโตรเลียม 40,232 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา”
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าวอีกว่า ในส่วนของการจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม สำหรับแหล่งผลิตบนบกนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ให้ความเห็นกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อประกอบการแก้ไข พระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมปรับปรุง โดยเสนอให้ลดค่าภาคหลวงที่ปัจจุบันจัดสรรให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด 20% เป็น 10% เพื่อนำมาเพิ่มให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานตั้งอยู่มากขึ้น เพื่อให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่และสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขณะค่าภาคหลวงสำหรับแหล่งในทะเล ให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
ส่วนเทคโนโลยี CCS เพื่อยกระดับสภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ จะถูกนำมาใช้ได้เมื่อไร นอกจากต้องกางแผนพีดีพีดูว่ามีบรรจุแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือต้องให้ความรู้ สร้างความเข้าใจของคนในประเทศเป็นสำคัญ
มิเช่นนั้นอาจจะซ้ำรอย..โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยังแจ้งเกิดไม่ได้เสียที
อัมพวัน อยู่กระทุ่ม

