ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประกาศราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยระบุถึงการบังคับใช้กฎหมายไว้ว่า กฎหมาย ส.ว.มีผลใช้บังคับ
วันถัดไปจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ส่วนกฎหมาย ส.ส.มีผลบังคับใช้หลังประกาศราชกิจจาฯ ครบ 90 วัน หรือประมาณเดือนธันวาคมปีนี้ และต้องจัด “เลือกตั้ง” ภายใน 150 วันหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นกรอบเวลาช้าสุดที่จะมีการเลือกตั้งต้องภายในเดือนพฤษภาคม 2562
หุ้นพุ่ง3วันติด49.79รับเลือกตั้ง
จากประกาศราชกิจจาฯ การเลือกตั้งที่ออกมาในช่วงเย็นของวันที่ 12 กันยายน 2561 จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นในช่วงท้ายก่อนตลาดปิดประมาณ 6.97 จุด หลังจากนั้นในวันที่ 13 กันยายน และวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นรวมกว่า 42.82 จุด โดยปัจจัยโดดเด่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นให้กลับมาสดใสคือ ความชัดเจนเรื่องเลือกตั้งที่เป็นไปตามสัญญาของรัฐบาลที่ให้ไว้ แม้ว่าปัจจัยภายนอกประเทศยังคงต้องจับตาสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ก่อนที่จะมีความคลี่คลายในช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ และภาวะเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่
บอนด์เข้าไทยแล้ว5.7หมื่นล้าน
ความน่าสนใจอีกประการของตลาดทุนไทยคือ มีข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ โดย น.ส.อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สรุปภาพว่าตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สัญญาณเม็ดเงินจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตร (บอนด์) มากขึ้น โดยปัจจุบันมีเม็ดเงินกว่า 57,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเม็ดเงินบอนด์ที่ไหลออกจากลุ่มประเทศเกิดใหม่แล้วมาเข้าตลาดบอนด์ไทยแทน เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีความแข็งแกร่ง
เฟทโก้มั่นใจปลายปีเงินเข้าตลาดหุ้น
ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เองก็มีความหวังเช่นกันว่าสัญญาณฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าบอนด์ จะเข้าตลาดหุ้นเป็นลำดับถัดไป นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการเฟทโก้ ให้ข้อมูลว่า ความชัดเจนเรื่องกฎหมายลูก ส.ส.และ ส.ว.ที่มีเงื่อนเวลาตามกฎหมายว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องจัดเลือกตั้งภายใน 8 เดือน หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นั้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น ประกอบกับความคลี่คลายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้น
กสิกรเผยประตูสู่การเลือกตั้งเปิดแล้ว
ด้านโบรกฯกสิกรมองว่า หลังจากดัชนีตลาดหุ้นขึ้นกระฉูด 2.3% ในวันที่13 กันยายนที่ผ่านมา จากแรงส่งการเลือกตั้งเปิดชัดอย่างเป็นทางการ คาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นหลังจากนี้มีโมเมนตัมปรับขึ้นอย่างแน่นอน โดยจะสังเกตว่านักลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง และเป็นการซื้อครั้งแรกในรอบ 23 วัน จากช่วงก่อนหน้าที่ขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกันกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติหันมาซื้ออย่างต่อเนื่อง
และด้วยประตูสู่การเลือกตั้งที่เปิดอย่างเป็นทางการ คาดจะมีการเลือกตั้งเร็วที่สุดคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 และช้าที่สุดคือวันที่ 5 พฤษภาคม 2562
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ตามสถิติดัชนีตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกด้วยการปรับเพิ่มขึ้นล่วงหน้า 6 เดือน โดยการเลือกตั้ง2562 ภายใต้กติการัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นการยากที่จะมีพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 250 คน ส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นลักษณะผสมหลายพรรค เพิ่มโอกาสให้กับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งนี้คาดว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งในปีหน้า จะมีการสานต่อนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลปัจจุบัน
โดยเฉพาะการสานต่อโครงการพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 โดยแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นหลังจากนี้ ประเมินว่าดัชนีจะปรับขึ้นต่อเนื่อง
กสิกรตั้งเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ระดับ 1,805 จุด ส่วนดัชนีในปีหน้าจะมีการปรับประมาณการอีกครั้ง
ชี้ภาพเคลื่อนไหวตลาดหุ้นเดจาวู
“ภาพตลาดสัปดาห์นี้คาดว่าดัชนีจะปรับขึ้นต่อ มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งนี้มองภาพเคลื่อนไหวตลาดหุ้นช่วงนี้ว่าจะคล้ายกับช่วงปลายเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เป็นภาพเดจาวู เพราะฉะนั้นในปีนี้เห็นดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 1,800 จุด แน่นอน และยังขึ้นต่อเนื่องหลังมีการเลือกตั้ง โดยมองรัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลผสมที่มาจากหลายพรรค ภายใต้กติการะบบเลือกตั้งแบ่งสรรปันส่วน ยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้คะแนนทั้งหมด หรือการทำคะแนนเกิน 200 เสียงก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก มีแนวโน้มที่จะเห็นพรรคประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การสานต่อนโยบายจึงน่าจะต่อเนื่อง ไม่สะดุด” นายประกิตกล่าว
ลุ้นกระบวนการคัดเลือกส.ว.ได้ตามแผน
ทั้งนี้ประกาศ ม.44 คลายล็อกพรรคการเมือง แต่ยังไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมหาเสียงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะเป็นไปตามแผนอยู่แล้ว ไทม์ไลน์หลังจากนี้คาดว่า กกต.จะเริ่มกระบวนการคัดเลือกและสรรหา ส.ว.ครบ 250 คน ภายในมกราคม 2562 ส่วน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. ต้องรอช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ กกต.จะประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง พร้อมๆ กับที่ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมหาเสียงได้
หุ้นลากขึ้นปรากฏการณ์เลือกตั้งแรลลี่
สำหรับการตอบรับข่าวเลือกตั้ง ด้าน นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความชัดเจนของปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยหลัก และจะปรับขึ้นในลักษณะไซด์เวย์อัพในช่วง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง และปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 1 เดือนครึ่ง หรือประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เรียกว่าปรากฏการณ์ “เลือกตั้งแรลลี่” ทางทรีนีตี้จึงประเมินเป้าดัชนีช่วงไตรมาส 3/2562 ที่ระดับ 1,829 จุด และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสั้นๆ ยังมีความเสี่ยงเรื่องสถานการณ์ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทำให้เงินไหลออกจากตลาดบอนด์กลุ่มประเทศเกิดใหม่
ทั้งอินโดนีเซีย อาร์เจนติน่า เป็นต้น ทั้งนี้ทรีนีตี้ยังฟันธงว่าช่วงปลายปีเงินจะเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะมีความคลี่คลาย ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 6 พฤศจิกายน ประกอบกับคาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ปัจจัยในประเทศอื่นๆ ทั้งการส่งออกและยอดการปล่อยสินเชื่อภายในประเทศ เป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง แต่ยังห่วงการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น และราคาพืชผลทางการเกษตรบางรายการที่ยังมีราคาแพง เช่น กระเทียม
“จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน ดัชนีจะทยอยปรับขึ้นในลักษณะไซด์เวย์อัพ เนื่องจากนักลงทุนมีความมั่นใจจากแผนการเลือกตั้งที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ทั้งนี้กำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ยังไม่ถูกปรับขึ้นมากนัก จึงจะต้องรอติดตาม เนื่องจากหากอีพีเอสถูกปรับขึ้นจะมีผลทำให้แอ๊กทีฟฟันด์เข้ามามากขึ้น” นายวิศิษฐ์กล่าว
ส.นักวิเคราะห์มองเลือกตั้งพ.ค.กว่า74.07%
ด้าน นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ก็ออกมายืนยันข้อมูลผลสำรวจนักวิเคราะห์ว่า มีนักวิเคราะห์เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์มากขึ้น 11.11% เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจเดือนที่ผ่านมาที่ยังไม่เชื่อมั่นว่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามแผน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กว่า 74.07% ยังประเมินว่าการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา ส่วนเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ ผลสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่าดัชนีตลาดหุ้นจะขึ้นไปถึงระดับ 1,794 จุด จากปัจจัยบวกทั้งแนวโน้มการเลือกตั้ง การเติบโตของภาวะเศรษฐกิจ อีพีเอสของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่อยู่ในระดับ 10% ต่อปี ทั้งนี้ในส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5%
เอเซียพลัสมองรับข่าวเร็ว-แรงเกินไป
แม้ว่าหุ้นจะขึ้นรับข่าวเลือกตั้ง และดัชนีปีนี้น่าจะเกินระดับ 1,800 จุดแน่นอน แต่มีรายงานข่าวจากโบรกฯเอเซีย พลัส ประเมินว่าตลาดหุ้นน่าจะตอบรับประเด็นการเลือกตั้งเร็วและแรงเกินไป เนื่องจากสถิติในช่วง 6 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง 6 ครั้งหลังสุด ชี้ให้เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.84% เท่านั้น และให้ผลตอบแทนเป็นบวก 4 ใน 6 ครั้ง อีกทั้งเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในระดับที่ไม่สูงมากนัก มียอดซื้อสุทธิเฉลี่ยเพียง 2,600 ล้านบาทต่อครั้ง ในช่วง 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง และผลจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เชื่อว่าตลาดหุ้นคาดหวังประเด็นเลือกตั้งรวมถึงโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะกลับเข้ามาหนุนมากเกินไป ขณะที่พรรคการเมืองยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่เป็นการหาเสียงในการเลือกตั้งได้ จนกว่าจะครบ 90 วัน หรือในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ที่ พ.ร.ป.ส.ส.จะมีผลบังคับใช้ บวกกับปัจจุบันมีหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทปรับตัวขึ้นแรงจนสามารถขยายตัวได้จำกัด จึงควรระวังแรงขายทำกำไรออกมา
ฟันด์โฟลว์ไหลกลับดัชนีสิ้นปี1,725จุด
ทั้งนี้การที่ตลาดหุ้นมีความเคลื่อนไหวเชิงบวกจากการเมืองที่ชัดเจนขึ้น แต่ตลาดยังให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่จะมีการเจรจารอบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าการเจรจาจะได้ผลหรือไม่ เชื่อว่าสหรัฐจะคงท่าทีแข็งกร้าว หากจีนยังดึงดันที่จะตอบโต้กลับ ประเด็นถัดมายังคงเป็นเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับดอกเบี้ยขึ้น 2 ครั้งภายในปีนี้มีโอกาสสูง ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง
โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่มีภาระหนี้สกุลเงินต่างประเทศในระดับสูง รวมทั้งมีสถานะการเงินอ่อนแอทั้งขาดดุลและดุลบัญชีเดินสะพัด จนกลายเป็นความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจได้ ทางฝ่ายวิจัยจึงมองว่าหากกระแสฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามา มองเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ 1,725 จุด และหากฟันด์โฟลว์ไหลทะลักแรงก็อาจจะมีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับขึ้นมากกว่าเป้าที่วางไว้ แต่ถ้าฟันด์โฟลว์ไม่ไหลกลับอย่างมีนัยสำคัญ ประเมินเป้าหมายดัชนีสิ้นปีลดลงเหลือ 1,617 จุด จากเดิมที่มองไว้ที่ระดับ 1,662 จุด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ
ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับจริงหรือลวง
เพราะฉะนั้น นอกจากปัยจัยบวกภายนอกประเทศที่จะช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นให้ไปถึงดวงดาวได้แล้ว จะต้องรอติดตามว่าฟันด์โฟลว์จะไหลเข้ามาจริงหรือไม่ หลังเห็นสัญญาณว่ามีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในตลาดบอนด์อย่างมีนัยสำคัญแล้ว ส่วนสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐกับจีน อาจจะมีการตั้งโต๊ะเจรจาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งอาจจะทำให้ช่วงก่อนหน้าประมาณปลายเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะมีสะดุดได้ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างมองตรงกันว่าช่วงหลังต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ไปแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นแน่นอน ความหวังฟันด์โฟลว์ไหลกลับ และการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุุ้นในช่วงปลายปี จึงน่าจะได้เห็นนิวไฮใหม่ได้ ส่วนจะยืนอยู่เหนือ 1,800 จุด หรือปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,900-2,000 จุด ตามที่โบรกฯบางแห่งมองนั้น คงต้องดูมูลค่าหุ้นด้วยอีกครั้ง หากปัจจัยพื้นฐานหุ้นปรับตาม โอกาสจะทุบสถิติใหม่อีกรอบในปีหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ส่วนวิกฤตค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ที่อาจจะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก และเป็นอีกปัจจัยที่กระทบดัชนีตลาดหุ้น นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพว่า วิกฤตค่าเงินกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ เช่น อาร์เจนตินา โคลอมเบีย เม็กซิโก อินเดีย ศรีลังกา คาดว่าจะไม่ลุกลามหรือมีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก ยกเว้นว่าจะลุกลามไปยังระบบธนาคารพาณิชย์และตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นสถานการณ์จะน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ฟันด์โฟลว์ยังไหลออกจากตลาดหุ้น โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทย 2.11 แสนล้านบาท ก็ต้องมาลุ้นว่าอีก 3 เดือนครึ่ง เม็ดเงินจะไหลกลับหรือไม่ โดยจะสังเกตว่าเดือนนี้สัญญาณการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติน้อยลง และพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยอย่างชัดเจนในช่วงเลือกตั้ง

