หน้าแรก เศรษฐกิจ แง้มดู &#8216...

แง้มดู ‘พีดีพี’ ใหม่ แผนผลิตไฟฟ้ารองรับ ‘ยุค 4.0’

19.09.18 | 14:45 น.

หากไม่มีอะไรผิดพลาดสิ้นเดือนกันยายนนี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่ พ.ศ.2561-2580 ก็จะเสร็จสิ้น และรอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกฯ เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อพีดีพีฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์บังคับใช้ได้เลย


พีดีพีฉบับใหม่นี้ เดิมเป็นฉบับปรับปรุงของพีดีพีที่ใช้อยู่ปัจจุบันและกำหนดเสร็จต้นปีที่ผ่านมา แต่ในยุคของ ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยกเครื่องเนื้อหาใหม่หมดและกำหนดให้เป็นพีดีพีฉบับใหม่ พร้อมกำหนดห้วงเวลาให้ล้อไปกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คำนึงถึง 3 ส่วนได้แก่ 1.เชื่อถือได้ มีความต่อเนื่อง 2.ต้นทุนเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและ 3.ความยั่งยืนที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและการยอมรับของประชาชน

พร้อมคำมั่นจาก รมว.พลังงานว่า อัตราไฟฟ้าตลอดแผนหรือปี 2580 จะไม่เกิน 3.60 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ รายละเอียดพีดีพีฉบับใหม่ จะแยกออกเป็นรายภูมิภาค 6 ภาค และพื้นที่กรุงเทพฯ และประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าปี 2580 อยู่ที่ 6 หมื่นเมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.4 หมื่นเมกะวัตต์ โดยปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี)
และโครงการการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล ทั้งรถไฟความเร็วสูงเส้นทางต่างๆ รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และจังหวัดขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังต้องรองรับการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตลอดจนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ปัจจุบันมี 11 กลุ่ม และอยู่ระหว่างผลักดันอุตสาหกรรมที่ 12 คือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0

Advertisement

เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากปัจจัยต่างๆ กระทรวงพลังงานจึงให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหลากหลายเชื้อเพลิง และที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด คือการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ที่กระทรวงมหาดไทยกำลังผลักดันขอให้กระทรวงพลังงานเพิ่มโควต้ากำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนมากกว่าที่กำหนดไว้ในพีดีพีฉบับปัจจุบันจำนวน 500 เมกะวัตต์

ล่าสุดกระทรวงพลังงานออกมาตอบรับแล้วหลังจากก่อนหน้านี้ที่ตั้งการ์ดเชิงปฏิเสธอยู่นาน เพราะถูกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทักท้วงเรื่องความพร้อมในการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิง (อาร์ดีเอฟ) ของไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังให้ความสำคัญกับการซื้อขายไฟฟ้าส่วนเกินระหว่างรัฐและเอกชน โดยเฉพาะเทรนด์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) ที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยมอบให้ กกพ.ดำเนินการ โดยกระทรวงพลังงานประกาศสนับสนุนผู้ผลิตเทคโนโลยีใหม่เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป (สตาร์ตอัพ) แล้ว

ขณะเดียวกันยังมีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนด้วยกัน ที่ล่าสุดมีเทคโนโลยีซื้อขายไฟกันเองระหว่างบ้านที่ติดโซลาร์รูฟท็อปด้วยระบบอินเตอร์เน็ต (บล็อกเชน) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพีดีพีฉบับใหม่ด้วย รวมทั้งตั้งโรงไฟฟ้าหลักรายภูมิภาคที่ปัจจุบันคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) กำลังศึกษาความเหมาะสมพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ที่จะถือเป็นต้นแบบในการตั้งโรงไฟฟ้าในภูมิภาคอื่นที่มีอยู่พีดีพี

ด้านมุมมองจากนักวิชาการด้านพลังงาน อย่าง มนูญ ศิริวรรณ ให้ความเห็นว่า จากแนวทางของแผนพีดีพีฉบับใหม่อยากสนับสนุนให้การมีการเอสอีเอในทุกภาคทั่วประเทศ เพราะรองรับโรงไฟฟ้าหลักที่ต้องมีทุกภูมิภาค

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยเอกชนจำนวนมากจะส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เนื่องจากต้องบริหารระบบส่งไฟฟ้าที่ต้องรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นจำนวนมากในอนาคต ขณะที่ กฟผ.เองต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้าหลักด้วย อนาคตทั้ง 3 การไฟฟ้า ทั้ง กฟผ.การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อาจจะพัฒนาระบบสมาร์ทกริดเพื่อรองรับมากขึ้นด้วย

ห่วงเรื่องการขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนและเอกชน และการนำระบบบล็อกเชนในการซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้ ขณะนี้มีเอกชนรายใหญ่ทดลองผลิตไฟฟ้าและขายให้เอกชนอีกราย หากภาครัฐไม่เร่งบริหารจัดการและควบคุมระบบจะส่งผลให้อนาคตการขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนด้วยกันเองมีปริมาณมาก ดังนั้นควรควบคุมปริมาณ ระบบส่ง ความมั่นคง และความปลอดภัย

“ถ้าเอกชนผลิตไฟฟ้าใช้เองไม่น่าจะมีปัญหาเท่ากับการผลิตเกินแล้วขายไฟฟ้าให้บุคคลที่ 3 ต้องดูว่าผิดวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ และเท่าไรที่ขายเข้าระบบได้ เหมือนกับอนุญาตให้มีการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) จำนวนมากเกิดขึ้น ดังนั้นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะควบคุมอย่างไร”Ž มนูญแนะนำด้วยความเป็นห่วง

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมหนึ่งในยุค 4.0 คือรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการผลิตและตั้งเป้าไว้ว่าจะมี 1.2 ล้านคัน ในปี 2579 ซึ่งหลายคนกังวลว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

องค์ประกอบสำคัญของรถอีวี ก็คือสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทย กว่า 20 หน่วยงานร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมต่อการใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เปิดให้ใช้บริการแล้ว 15 หัวจ่าย ใน 13 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และตั้งเป้าหมายในปี 2562 ให้มี 150 สถานี

ขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จับมือเป็นพันธมิตรกับ กฟผ.เปิดตัวโครงการ การสาธิตและประเมินผลการใช้งานรถโดยสารไฟฟ้าŽ โดยใช้รถเมล์ไฟฟ้า หรือ อีวี บัสŽ ทดลองวิ่งบริการใน 6 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่สิงหาคม 2561 ถึงมีนาคม 2562 จากนั้นมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี จะเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อผลทดสอบอัตราการสิ้นเปลือง และสมรรถนะของรถต่อไป

ขณะที่ กฟผ.Ž เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี โดยให้ รถอีวี บัสŽ ของขสมก.เข้ามาชาร์จฟรี กับโครงการนำร่องครั้งนี้

คาดว่ารถอีวีจะมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้นี้ จึงจำเป็นต้องมีแผนการผลิตไฟฟ้ารองรับให้เพียงพอ

ดังนั้นพีดีพีฉบับใหม่ ต้องวางสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหลักที่ยังมีความสำคัญในการกระจายการใช้เชื้อเพลิงเพื่อลดความเสี่ยง

ขณะเดียวกันพลังงานหมุนเวียน ก็เริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นตามกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพลังงานทดแทนที่เริ่มมีต้นทุนถูกลง

พีดีพีŽ ฉบับใหม่จึงต้องวางสมดุลการใช้พลังงานในการผลิตไฟฟ้าให้ดีทั้งเรื่องต้นทุน ที่ไม่เป็นภาระกับประชาชนผู้ใช้ทั่วไปและภาคธุรกิจมากเกินไป ตามที่ รมว.พลังงานให้คำมั่นว่า อัตราไฟฟ้าตลอดแผนพีดีพีใหม่นี้จะไม่เกิน 3.60 บาทต่อหน่วย

ขณะเดียวกันต้องไม่เสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพื่อผลักดันไทยก้าวสู่ยุค 4.0 ได้ตามเป้าหมาย