ปฏิรูประบบภาษี เป็นธรรม-ลดเหลื่อมล้ำ

22.09.18 | 12:07 น.

หมายเหตุสำนักงานปฏิรูปกฎหมาย โดยคณะอนุกรรมการปรับปรุงและแก้ไขประมวลรัษฎากร ในคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่องข้อเสนอปรับปรุงและแก้ไขประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาหัวข้อ การปฏิรูปประเทศ : ปฏิรูประบบภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม พร้อมมีการเสวนาหัวข้อ การปฏิรูปประเทศ : ปฏิรูประบบภาษีอากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน


 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันนี้ถือเป็นวันที่จะได้มาแลกเปลี่ยนความทุกข์ด้านระบบภาษีที่เกิดขึ้นและมาร่วมกันกำหนดอนาคตด้านภาษีของไทย เพราะปัจจุบันเรื่องภาษีถือเป็นเรื่องความยุ่งยาก หรือ Pain Point ของทุกๆ คน ซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็น คือ ภาษีต้องมีความเรียบง่าย เป็นไปได้ และมีการจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนอยากเห็นและอยากได้ ในงานวันนี้ สิ่งที่อยากจะเห็น คือ ภาษีควรเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย มีความโปร่งใส เป็นธรรมและเอื้อต่อการแข่งขัน เพราะภาษีเป็นช่องทางหนึ่งในการหารายได้เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ

จากคนไทยทั้งหมด 60-70 ล้านคน ปัจจุบันมีคนที่อยู่ในระบบภาษีหรือมีการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีราว 10 ล้านราย และจำนวนนี้มีคนที่จ่ายภาษีราว 3 ล้านราย โดยยังมีคนที่อยู่นอกระบบภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งที่ผ่านมาเอสเอ็มอีมีการทำบัญชีหลายบัญชีเพื่อแสดงรายได้ที่ไม่ต้องการเสียภาษีให้กรมสรรพากร มีบัญชีสำหรับให้ทางการ บัญชีให้ภรรยา บัญชีไว้ให้ตัวเองดู เป็นต้น โดยการที่เอสเอ็มอีทำหลายบัญชีจะทำให้ไม่รู้ยอดกำไรขาดทุนที่แท้จริงอาจจะมีผลกระทบต่อการประเมินศักยภาพธุรกิจและการขยายธุรกิจได้

Advertisement

“วันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขประมวลรัษฎากร ซึ่งดำเนินมากว่า 7 เดือน และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น มองว่าต้องเร่งทำในช่วงนี้ เพราะหากไม่ใช้เวลาในช่วงนี้จะดำเนินการได้ยาก เพราะเหลืออีก 6 เดือน การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น หากไปถึงช่วงนั้นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฎหมายอาจจะติดลบ จึงต้องวางรากฐานใน 6 เดือนนี้ เพราะเราไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลหน้าที่จะเข้ามาจะสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ จึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขประมวลรัษฎากร”

ทั้งนี้ ยังมีแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ของประเทศไทยที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงที่เหลือก่อนการเลือกตั้ง เพราะกฎหมายไทยมีจำนวนมากที่ใช้มานาน มีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น กฎหมายการเดินอากาศ ในอดีตธุรกิจการบินใช้ในการสู้รบ ทำให้มีข้อกฎหมายที่เอาผิดกับให้คนที่ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินเป็นคนไทยเท่านั้น หรือคนที่มีการผลิตเครื่องบินอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติเพราะอาจมีการโจมตีต่อรัฐบาลได้ แต่ปัจจุบันการบินก้าวหน้าเป็นลักษณะพาณิชย์ แต่กฎหมายนี้ก็อยู่ถือเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศ อีกตัวอย่าง คือ กรณีที่จะทำร้านปิ้งย่างเหมือนที่ญี่ปุ่น จะปิ้งย่างปลาหมึก กุ้ง ต้องไปขออนุญาตกรมประมง ถ้าจะปิ้งหมูต้องไปหากรมปศุสัตว์ ส่วนผักก็ต้องไปขอผัก กรมส่งเสริมการเกษตร จะทำน้ำจิ้มต้องไปหาสำนักงานอาหารและยา (อย.) ให้รองรับ ซึ่งกว่าจะเปิดร้านได้ต้องไปอย่างน้อย 10 หน่วยงาน ปัจจุบันกฎหมายนี้ยังอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการก็ไม่รู้ว่ามีกฎหมายและคนบังคับใช้ก็ไม่รู้ เป็นต้น รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์มีระเบียบท้องถิ่นให้ต้องขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงหากไม่มี ก็ต้องเสียค่าปรับตัวละ 5 พันบาท ที่บ้านผมมีแมว 10 ตัว หากมีการบังคับกฎหมายจริงคงต้องเสียเงินเยอะ เป็นต้น ทั้งนี้ รวมๆ ทั้งประเทศมีกฎระเบียบต่างๆ ของท้องถิ่น เหล่านี้รวมอยู่กว่า 7 แสนฉบับ และเฉพาะของส่วนกลางมี 6.5 พันฉบับ ดังนั้นจึงจะมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งเช่นกัน เพราะกฎระเบียบต่างๆ กระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชนและอาจจะทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทำให้ธุรกิจรู้สึกหายใจไม่ออก

ตั้งเป้าหมายที่จะมีการลดกฎระเบียบท้องถิ่นลงเหลือ 1 พันฉบับ และให้สามารถขออนุญาตผ่านวันสต๊อปเซอร์วิสได้ทั้งหมด ปัจจุบันเริ่มทดลองไปก่อนแล้วราว 30 ฉบับ สำหรับวันสต๊อปเซอร์วิส เป็นระบบออนไลน์ การสมัครครั้งแรกอาจจะมีการร้องขอเอกสาร เป็นเอกสารจากเฉพาะคนของประชาชนหรือธุรกิจเองที่ต้องอัพโหลดขึ้นไว้ฐานข้อมูล ซึ่งต้องไประบบจะมีการใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ จึงสะดวกไม่ต้องเดินทางไปที่ใดและแค่กรอกผ่านออนไลน์ก็สามารถขอใบอนุญาตหรือไลเซนส์ต่างๆ ได้ รวมทั้งสามารถต่ออายุไลเซนส์ผ่านทางออนไลน์ได้ นอกจากนี้ จะมีการตั้งองค์กรกลางเข้ามาดูเรื่องกฎระเบียบหลังจากที่ได้ปรับลดไปแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากเพิ่มมากในอนาคต

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ประธานคณะอนุกรรมการปรับปรุง
และแก้ไขประมวลรัษฎากร

ได้ดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขประมวลรัษฎากร ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ธรรมาภิบาลการจัดเก็บและการบริหารภาษีอากร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ มาในระยะเวลา 7 เดือน โดยเข้าสู่กระบวนเปิดรับฟังความคิดเห็นของเอกชนและประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมาร่วมกันออกความคิดเห็นเพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อทุกคน คาดว่าจะดำเนินให้แล้วเสร็จในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่เหลืออยู่ 5-6 เดือนนี้ โดยขั้นตอนหลังจากการรับฟังความคิดเห็นแล้วจะนำเสนอต่อ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เพื่อนำเสนอต่อไป

สำหรับการแก้ไขประมวลรัษฎากรในครั้งนี้ ข้อสำคัญ คือ การเขียนให้อ่านง่าย ไม่ต้องตีความ ลดการใช้ดุลพินิจ โดยได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษานโยบายภาษีอากรแห่งชาติที่เป็นอิสระจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีอากร เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและวางแผนด้านการจัดเก็บภาษีโดยคำนึงถึงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ทั้งนี้ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสนอให้มีเงินได้ 3 ประเภท คือ เงินได้จากน้ำพักน้ำแรง เงินได้จากสินทรัพย์และการลงทุน เงินได้จากเงินปันผลและดอกเบี้ย สำหรับการลดหย่อนเงินได้ ควรให้มีการหักค่าลดหย่อนตามความจำเป็น เพราะปัจจุบันให้ซื้อประกันเพื่อลดหย่อน แต่บางคนอาจจะอยากให้ลดหย่อนดอกเบี้ยหรือสินเชื่อบ้าน เป็นต้น

ด้านอัตราภาษีเงินได้บุคคลปัจจุบันสูงสุด 35% ควรปรับลงมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงเงินได้นิติบุคคลที่ราว 28% หรืออาจจะลดลงมาได้ถึง 25% รวมทั้งมีการขยายช่วงเงินได้สำหรับแต่ละอัตราซึ่งจะช่วยในด้านการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังไม่เป็นนิติบุคคล และอาจพิจารณายกเลิกประเภทเงินได้ที่ควรได้รับการยกเว้นที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และควรมีกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

นณริฏ พิศลยบุตร
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

รายจ่ายของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และที่ผ่านมาภาครัฐไทยมีการใช้งบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด และจากงานวิจัยพบว่าภาครัฐไทยจะมีการใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้งในช่วง 2 ไตรมาสเพิ่มขึ้นมา โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 42% แต่แนวโน้มในช่วง 20 ข้างหน้า มีโอกาสที่จะเพิ่มเป็น 100% ได้ จึงมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องมีการสร้างรายได้เพิ่มซึ่งภาษีเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูปภาษีโดยมองว่ารัฐต้องสร้างรายรับที่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยที่ยังสามารถรักษาการแข่งขันได้ และต้องลดความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประชาชนเพื่อให้ประชาชนยอมรับการจ่ายภาษีและยินดีจ่ายให้รัฐ เพราะเล็งเห็นว่ารัฐนำภาษีไปใช้พัฒนาด้านต่างๆ และสร้างสวัสดิการที่ดีให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่าการจัดเก็บภาษีไม่ควรมีการบีบเก็บภาษีในอัตราที่มากเกินไป

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ เพราะหากกลุ่มนี้ถูกกดดันก็จะทำให้ไม่เกิดการลงทุนหรืออาจจะไปลงทุนต่างประเทศแทนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำ แต่จะมีบางกลุ่มที่แฝงตัวอยู่อาจจะจ่ายภาษีต่ำ ซึ่งภาครัฐต้องมีการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มนี้ให้เพิ่มขึ้น

กิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา
ผู้แทนคณะกรรมการรวมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

การเขียนกฎหมายต้องเขียนเป้าหมายให้ชัดเจนเพราะกฎหมายจะเป็นเครื่องมือให้บรรลุเป้าหมาย สำหรับประมวลรัษฎากรเดิมนั้นถือเป็นเครื่องมือหารายได้รัฐบาล แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป ประมวลรัษฎากรควรเขียนให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นเครืองมือกำหนดทิศทางของประเทศ เช่น ต้องการส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศเข้ามาก็ต้องเขียนกฎหมายหนุน แต่ปัจจุบันธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น กฎหมายก็ต้องเขียนให้หนุนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม โดยควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเก็บภาษีจากรายได้เงินปันผล และนอกจากเงินปันผลยังมีรายได้อื่นที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งเอกชนอาจจะไม่นำกลับมาในไทย เพราะภาษีสูง ซึ่งควรจะมีการให้สิทธิประโยชน์เอกชนนำเงินกลับเข้ามาสร้างประโยชน์ต่อในประเทศ

ทั้งนี้ อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ภาษีที่เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ อย่างสตาร์ตอัพ หรือธุรกิจที่มีการวิจัยและพัฒนาต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจประเทศต่อไป