นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมจะออกประกาศหลักเกณฑ์สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจะประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคล (Peer to Peer Lending หรือ P2P) ที่จะขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากกระทรวงการคลัง และกำหนดให้ต้องเข้าทดสอบในศูนย์ทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน(แซนบ็อกซ์) ก่อน คาดว่าตะออกมาภายในปีนี้ หากผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด ธปท.จะส่งรายงานไปยังกระทรวงการคลังเพื่อออกใบอณุญาตประกอยธุรกิจและจะสามารถให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้ สำหรับผู้ประกอบที่จะเป็นตัวกลางทำ P2P จะต้องเป็นบริษัทจดทะเบียนในไทย มีคนไทยถือหุ้นมากกว่า 75% และมีทุนจดทะเบียนตลอดระยะเวลาประกอบธุรกิจขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ซึ่งจะต้องดูแลทั้งการให้ข้อมูลของผู้กู้แก่ผู้ให้กู้ คัดกรองคุณสมบัติและตรวจสอบตัวตน(เควายซี) ของผู้ให้กู้ เปิดเผยข้อมูลโครงการ หลักประกันและวงเงินกู้ จัดทำสัญญาเงินกู้ จัดทำสกอริ่งประเมินความเสี่ยงเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้และผู้ให้กู้โดยอัตราสูงสุดได้ 15% ทั้งนี้ จะต้องมีผู้ดูแลรักษาทรัพย์สินที่เป็นตัวกลาง(เอสโครว์ เอเย่นต์) เช่น ธนาคารพาณิชย บิษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น เป็นผู้ดูเงินเงินส่วนกลางจนกล่าจะสามารถระดมทุนได้ตามจำนวนก่อนโอนให้ผู้ให้กู้ นอกจากนี้ ในส่วนธนาคารพาณิชย์สามารถทำ P2P ได้ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาเช่นกัน
นางฤชุกร กล่าวว่า สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรม เช่น สตาร์ตอัพ หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่ต้องการขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์ม สามารถกู้ได้สูงสุด 50 ล้านบาทต่อโครงการและกู้ได้จากแพลตฟอร์มเดียวไม่สามารถนำไปขอกู้ในแพลตฟอร์มอื่นได้ ด้านผู้กู้ที่เป็นนิติบุคคลจะต้องดำเนินการตามเกณฑ์ซึ่งสำนักงงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดกลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จะกำหนดออกมา ขณะที่ผู้ให้กู้รายย่อยทั่วไป กำหนดการให้กู้ผ่าน P2P ทุกโครงการ รวม 5 แสนบาทต่อปี ส่วนให้กู้ที่มีความมั่งคั่งสูงไม่กำหนดเพดานการให้กู้

