บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเดินหน้าสร้างความแตกต่างเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเดินทางทดสอบรถยนต์ในเส้นทางขั้วโลกที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในทริป “Mazda Passion Drive to the New Horizon – เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” นำทัพสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนักกว่า 60 ชีวิตไปตามล่าแสงเหนือใน 4 ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย
การเดินทางในครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดการเดินทางทดลองขับขี่รถยนต์ซึ่งมาสด้าทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานนับ 10 ปี รวมเส้นทางหลายหมื่นกิโลเมตร และในครั้งนี้มาสด้ายังคงไม่หยุดยั้งที่จะสร้างความแตกต่างด้วยเส้นทางลุยขั้วโลกในสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันไป โดยการเดินทางจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดย “กลุ่มเอ” จะเริ่มต้นขับรถตั้งแต่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก มุ่งหน้าสู่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ก่อนนำรถยนต์ลงเรือเฟอร์รีไปขึ้นฝั่งที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ก่อนขับข้ามเขตแดนเข้าสู่ประเทศนอร์เวย์ และสิ้นสุดการเดินทางที่เมืองฮอนนิงสโวก เพื่อชมแสงเหนือที่จุดหมายปลายทาง “นอร์ธเคป” จุดเหนือสุดของประเทศ ระยะทางกว่า 2,200 กิโลเมตร
ขณะที่ “กลุ่มบี” จะรับไม้ต่อจาก “กลุ่มเอ” ขับรถจากฮอนนิงสโวกนอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่ประเทศสวีเดนและกลับเข้าสู่ประเทศนอร์เวย์อีกครั้ง ผ่านเส้นทาง Atlantic Ocean Road ถนนที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดในโลก ระยะทางรวมทั้งสิ้น 3,600 กิโลเมตร

การเดินทางสุดขอบฟ้าครั้งนี้ “มติชน” ได้มีโอกาสร่วมเดินทางทดสอบรถยนต์ใน “กลุ่มเอ” ระหว่างวันที่ 16-24 กันยายนที่ผ่านมา โดยเดิมรถยนต์ที่จะใช้ทดสอบครั้งนี้ เป็นรถยนต์ทะเบียนไทยที่ผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศไทย ประกอบด้วย Mazda2, Mazda3 และ Mazda CX-5 ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล จำนวนรวม 11 คัน แต่กลับเกิดปัญหาขึ้นเมื่อเรือที่ขนส่งเกิดติดพายุอยู่ที่ประเทศตุรกี มาสด้า ประเทศไทย จึงจัดการประสานกับมาสด้า ยุโรป นำรถ All-New Mazda CX-5 โมเดลยุโรปเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ที่มีสเปกต่างกับไทยเล็กน้อยมาให้ใช้ในการเดินทางแทน

สำหรับ Mazda CX-5 โมเดลยุโรป เป็นรถพวงมาลัยซ้ายมีความแตกต่างจากโมเดลไทยบางส่วน เช่น ระบบทำความร้อนภายในทั้งที่พวงมาลัย เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสาร ระบบฉีดล้างหิมะไฟหน้า รวมไปถึงไฟตัดหมอกหลังที่ในโมเดลไทยจะไม่มี ขณะที่โมเดลยุโรปจะไม่มี Sunroof เหมือนกับโมเดลประเทศไทย เป็นต้น
การเดินทางใน “วันแรก” เริ่มต้นขึ้นในเช้าของวันที่ 17 กันยายน จากสนามบินกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก มุ่งหน้าสู่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระยะทาง 660 กิโลเมตร แน่นอนว่าจำเป็นที่จะต้องปรับตัวกับการขับรถพวงมาลัยซ้ายกันระยะหนึ่ง
สำหรับช่วงแรกเป็นการขับจากกรุงโคเปนเฮเกน ลอดทะเลด้วยอุโมงค์ “ดรอกเดน” ความยาว 4 กิโลเมตร ก่อนขับพ้นพื้นดินบนเกาะและข้าม “สะพานออเรซุน” สะพานที่ยาวที่สุดในยุโรป ระยะทาง 8 กิโลเมตร เข้าสู่เมืองมัลโม่ ประเทศสวีเดน ก่อนมุ่งหน้าไปกรุงสตอกโฮล์มระยะทาง 600 กิโลเมตร
ด้วยสภาพอากาศปลอดโปร่ง อุณหภูมิราว 17 องศา สภาพถนนจากเดนมาร์กสู่สวีเดน เป็น 4 เลน ค่อนข้างกว้างทำให้สามารถสร้างความคุ้นเคยกับ CX-5 พวงมาลัยซ้ายได้ดี โดยเฉพาะระบบ Lane Departure Warning System (LDWS) ที่ทำงานควบคู่กับ Lane-keep Assist System (LAS) ทั้งสองระบบเป็นระบบ “เตือน” และ “ช่วยเหลือ” ในการหักพวงมาลัยเข้ามาอยู่ในเลนเวลาที่รถเบียดเลนถนนด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่คุ้นเคยกับพวงมาลัยขวาที่มักจะขับเบียดถนนด้านขวามากกว่าปกติในช่วงแรก

หลังเดินทางถึงกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ขบวนรถ CX-5 จำนวน 10 คัน ต้องขับเข้าจอดในลานจอดรถของโรงแรม Mornington Hotel Stockholm ซึ่งอยู่ใต้ดิน ทางลงแคบพอดีคัน แต่ CX-5 เอสยูวีขนาดใหญ่ ของมาสด้าก็มีระบบเซ็นเซอร์รอบคัน และกล้องหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยก็ช่วยให้รถทั้ง 10 คัน ลงไปจอดได้อย่างไม่ยากเย็น
การเดินทางใน “วันที่สอง” ในช่วงครึ่งวันเช้า คณะผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเดินเที่ยวชมกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ก่อนที่ในช่วงบ่ายเป็นการขับรถเพียง 5 กิโลเมตร ในกรุงสต็อกโฮล์มที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ถนนค่อนข้างแคบ มีไฟแดงเป็นระยะๆ มุ่งหน้าสู่ท่าเรือ Vinking Line เพื่อนำรถลงเรือ ล่องข้ามทะเลบอลติก มุ่งหน้าสู่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โดยในวันนี้กองทัพผู้สื่อข่าวกว่า 30 ชีวิตจะนอนในห้องพักบนเรือเป็นเวลาราว 16 ชั่วโมง
ใน “วันที่สาม” หลังเรือ Viking Line เดินทางถึง “กรุงเฮลซิงกิ” ประเทศฟินแลนด์ คาราวานรถ CX-5 ได้ขับเคลื่อนนำคณะไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเฮลซิงกิ ก่อนที่คาราวานขับรถมุ่งหน้าสู่ “เมืองคูโอปิโอ” ประเทศฟินแลนด์กันต่อ ระยะทาง 390 กิโลเมตร โดยถนนเชื่อมระหว่างเมืองเป็นถนนสองเลนสวนกัน มีโค้งซ้ายขวา ขึ้นลงเนิน โดย “มติชน” ได้ขับ CX-5 ในขบวนเป็นคันที่ 4 บนถนนมีการจำกัดความเร็วไว้ที่ 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ในช่วงนี้เหมาะที่จะใช้งานระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC) ระบบมีปุ่มควบคุมที่ก้านพวงมาลัยด้านขวา ใช้เพิ่มและลดความเร็ว รวมถึงกดเพื่อกลับสู่โหมด MRCC อีกครั้ง

ระบบ MRCC ใน CX-5 ช่วยเพิ่มความปลอดภัยควบคุมความเร็วให้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนดโดยที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่ง นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า เร่งเครื่องตาม หรือเบรกลดความเร็วโดยอัตโนมัติได้อย่างนุ่มนวล รวมถึงสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้ตามต้องการด้วยปุ่มที่ตำแหน่งก้านพวงมาลัยใกล้ๆ กัน และในเวลาเดียวกันก็สามารถเข้าควบคุมรถได้ทุกเมื่อที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซง หรือการเบรกแบบกะทันหัน ระบบนี้ช่วยให้การขับขี่ระยะทางไกลทำได้แบบไม่เมื่อยล้าลดความตึงเครียดเวลาขับขี่ได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ในช่วงเย็นระหว่างเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่โรงแรมที่พัก “รูฮาลาติโฮเทล” ในเมืองคูโอปิโอ เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องและระบบเซ็นเซอร์ปัดน้ำฝนอัตโนมัติของ CX-5 ก็ทำงานได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เดินทางถึงที่พักได้ด้วยทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม
วันที่สี่ ของการเดินทางกับ Mazda CX-5 เป็นการเดินทางจาก “เมืองคูโอปิโอ” ไปยัง “เมืองรูวาเนียมี” ระยะทาง 490 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “หมู่บ้านซานตาคลอส” พิกัดของ “เส้นอาร์กติกเซอร์เคิล” เส้นแบ่งเขตซีกโลกเหนือที่สามารถเห็นปรากฏการณ์พระอาทิตย์อยู่เหนือท้องฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงได้

ในวันนี้บรรยากาศมีฝนตกเป็นระยะๆ มีหมอกลงบางๆ ท้องฟ้าครึ้มตลอดเส้นทาง ริมทางเริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองอมเขียวมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงราว 15 องศาเซลเซียส ในวันนี้ “มติชน” ได้มีโอกาสนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลัง CX-5 ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ โดยเบาะเป็นเบาะหนัง มีเข็มขัดนิรภัยทั้งสองด้าน มีช่องแอร์จากบริเวณที่พักแขนคนขับให้สองช่อง บริเวณเบาะหลังมีที่พักแขนพับเก็บได้ มีช่องวางแก้วน้ำ 2 ใบ มีปุ่มควบคุมความอบอุ่นที่เบาะแยกกันสองด้าน นอกจากนี้ ยังมีช่องเก็บของสำหรับวางโทรศัพท์มือถือพร้อมช่องยูเอสบี 2.1A สองช่อง สามารถชาร์จสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บนเพดานห้องโดยสารมีไฟให้แสงสว่างสองดวงด้วยกัน

หลังจากขบวน CX-5 ขับผ่านเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปแล้ว ใน “วันที่ห้า” ของการเดินทางขบวนรถผู้สื่อข่าวชาวไทยสตาร์ตเครื่อง CX-5 จากที่พักใน “เมืองรูวาเนียมี” ประเทศฟินแลนด์ ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำ 12 องศา มุ่งหน้าต่อไปยัง “เมืองฮอนนิงสโวก” เมืองตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ เพื่อไปตามล่าแสงเหนือที่ “นอร์ธเคป” หรือแหลมเหนือสุดของประเทศ โดยในวันนี้ขับเป็นระยะทางรวม 680 กิโลเมตร ท่ามกลางอากาศที่เย็นมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ได้ทดลองใช้ระบบเนวิเกเตอร์นำทางบนหน้าจอระบบสัมผัสที่ออกแบบใหม่ โดยปุ่มควบคุมโหมดต่างๆ ถูกวางตำแหน่งไว้ที่คอนโซลกลางใกล้มือคนขับสามารถควบคุมได้ง่าย
นอกจากนี้ ยังมี Driving Display แบบสียิงสะท้อนกระจกหน้าในระดับสายตาคนขับ แสดงผลสัญลักษณ์โหมดการขับขี่ในแบบต่างๆ รวมถึงแสดงสัญลักษณ์ลูกศรตามเนวิเกเตอร์ด้วยช่วยให้ไม่ต้องละสายตาขณะขับขี่
สําหรับภูมิประเทศหลังเดินทางข้ามแดนจากฟินแลนด์เข้าสู่ประเทศนอร์เวย์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากต้นไม้ที่ใบเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง ถนนที่สวยงามริมทางเต็มไปด้วยทะเลสาบ เริ่มเปลี่ยนเป็นถนนลัดเลาะหุบเขา แซมด้วยต้นสนสามใบสูงชะลูด ก่อนที่ถนนจะลัดเลาะออกสู่ถนนเลียบชายฝั่งที่เป็นภูเขาหินสลับกับอุโมงค์เจาะทะลุภูเขา

ตลอดเส้นทางภูมิประเทศที่เป็นฟยอร์ดริม “ทะเลนอร์วีเจียน” ในช่วงนี้เริ่มมีฝนตกหนักและเมฆเคลื่อนตัวลงต่ำ เมื่อคาราวาน CX-5 เดินทางใกล้เมืองฮอนนิงสโวก ในช่วงค่ำทัศนวิศัยเริ่มมืดลง ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบไฟหน้าที่ปรับการทำงานไฟสูงต่ำแยกอิสระซ้ายขวา ตามสภาพถนนและระยะคันหน้า ทำงานอย่างเต็มความสามารถ

แน่นอนว่าระบบ MRCC ที่ทำงานร่วมกับ LDWS และ LAS ได้ทำงานอีกครั้งเพื่อรักษาตำแหน่งในขบวน เนื่องจากเป็นถนนสองเลนสวนที่แคบจนบางช่วงไม่มีเส้นกึ่งกลาง ขณะที่ริมทางเป็นหน้าผาริมทะเลสูงชันทำให้การขับขี่เป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก ก่อนที่ในที่สุดคณะนักข่าวกว่า 30 ชีวิตก็เดินทางมาถึงเมืองฮอนนิงสโวกโดยสวัสดิภาพ สิ้นสุดระยะทางวัดได้รวม 2,264 กิโลเมตร ขณะที่อัตราการกินน้ำมันถือว่าทำได้ดีอยู่ที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับคนขับรวมผู้โดยสาร 3 คน พร้อมสัมภาระ

สุดท้าย คณะผู้สื่อข่าวจากไทยก็ได้เดินทางด้วยรถบัสไปอีก 30 กิโลเมตร มุ่งยัง “นอร์ธเคป” เพื่อสิ้นสุดทริปเปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า ด้วยการชมปรากฏการณ์แสงเหนือที่เผยตัวให้เห็นบนท้องฟ้า ปิดทริปการเดินทางได้อย่างสวยงาม

