เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 2 – 6 ตุลาคม ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 2 – 3 องศา มีลมแรงและมีอากาศเย็นในตอนเช้า ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง วันเดียวกันนี้ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 59,328 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,399 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำได้อีก 16,741 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,178 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างฯรวมกัน และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 11,482 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 สามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 6,690 ล้าน ลบ.ม. โดยได้เริ่มเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้
ส่วนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 561 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 558 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 7.27 เมตร และมีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเท่ากับเมื่อวานในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที รับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวม 487 ลบ.ม./วินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 335 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 450 ลบ.ม./วินาที) สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้รายงานสถานการณ์น้ำให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด(ปภ.) และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้อ่างเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศ เริ่มเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯ เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้อย่างเพียงพอ ยกเว้นในพื้นที่ภาคใต้ ที่จะต้องเตรียมการเฝ้าระวังฝนตกในฤดูฝนที่กำลังจะถึงนี้อย่างใกล้ชิด

