‘จี้ผู้ว่าฯแพร่’ ขจัดแก๊งค์สรรพสามิตรีดส่วยเหล้าพื้นบ้านมหาโหดปิดกิจการหนีระนาว-หวั่นภูมิปัญญาพื้นบ้านสูญหาย

3.10.18 | 22:15 น.

กลุ่มผู้ค้าสุรากลั่นชุมชนในจังหวัดแพร่ ต้องเผชิญกับปัญหาเรียกเก็บภาษีมีอัตราสูง อีกทั้งยังเรียกเก็บรายเดือนนอกระบบภาษี ทำให้เดือดร้อนหนัก บางรายต้องหนีออกจากบ้านเพราะจำยอมไปกู้เงินนอกระบบจ่ายภาษีเถื่อนให้คนใน สรรพสามิต

สภาพโรงสุรากลั่นชุมชน “กวางโกศัย” หจก.รุ่งปัญญาการสุรา ในหมู่ที่ 4 บ้านแม่ยางโทน ต.แม่ยางตาล อ.ร้องกวาง จ.แพร่ กลายเป็นอาคารร้าง เหลือเพียงร่องรอยของอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ นางบุญหน่วง พุฒปัญญา เจ้าของกิจการหายออกจากบ้านไปแบบไม่ได้เก็บข้าวเก็บของ ทิ้งบ้านให้รกร้างมานานกว่า 2 ปีแล้ว นายอำนวย พลหล้า หัวหน้าศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดแพร่ ในฐานะอดีตเคยเคลื่อนไหวแก้ปัญหาสุรากลั่นพื้นบ้านในอดีต กรณีภูมิปัญญาไทยกลายเป็นเหล้าเถื่อน จนได้กฎกระทรวงให้ชาวบ้านสามารถผลิตสุราขาวพื้นบ้านได้ ภายใต้ใบอนุญาต “สุรากลั่นชุมชน” นายอำนวย ได้เข้าไปติดตามสมาชิกเครือข่ายพบว่า มีหลายกิจการที่ต้องปิดตัวเองไป ส่วนรายของนางบุญหน่วง จากการสืบค้นพอทราบว่า กิจการสุรากลั่นชุมชนกวางโกศัย ถูกสรรพสามิตเข้ากวดขัน จับกุม และ เรียกค่าปรับในปริมาณสูง นับ 100,000 บาทแลกกับการเปิดกิจการได้ต่อไป เมื่อไม่มีเงินก็ถูกบังคับให้กู้เงินนอกระบบเพื่อเอาเงินมาเสียค่าปรับ และในที่สุด นางบุญหน่วงก็ตกอยู่ในวังวลของหนี้นอกระบบกลุ่มทวงหนี้โหด จนในที่สุด ทางออกที่ดีที่สุดของนางบุญหน่วงคือทิ้งกิจการหนีออกจากบ้านไป กลายเป็นผู้ที่หายสาบสูญไร้ร่องรอย ออกจากบ้านไปโดยไม่ได้เก็บข้าวของใดใด


นางคะนอง จันทร์กระจาย อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 5 ต.วังหลวง อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ อาชีพทำลูกแป้งสาโท กล่าวว่า ยายที่ถูกจับข้าวหมากที่ภาคอีสานถูกจับน้ำข้าวหมาก ถูกปรับ 50,000 บาท เป็นภาพสะท้อนที่ดีของความโหดร้ายในระบบราชการปัจจุบันทำให้สังคมได้เห็นและเกิดความเข้าใจ เพราะยายผู้ขายข้าวหมาก ไม่เคยหวังความร่ำรวย แต่เพียงขายเพื่อให้มีเงินซื้ออาหารกินไปวันๆ เท่านั้น ที่ขายก็เพราะเชื่อว่า “ข้าวหมากและน้ำข้าวหมาก คือ ภูมิปัญญา”

คนทำเหล้าในจังหวัดแพร่ ไม่ได้หมายถึงคนต้มเหล้าฝ่ายเดียว แต่ประกอบด้วย เกษตรกรที่ปลูกข้าว ปลูกสมุนไพร นำมาจำหน่ายไปสู่การแปรรูปผ่านความรู้ที่สืบทอดกันมาในการแปรรูปข้าวและสมุนไพรให้เป็นเหล้ากลั่นสีขาวใสบริสุทธิ์ มีความจำเป็นต้องใช้ในพิธีกรรมของคนในชนบท สำหรับดื่มเพื่อสังสรรค์ในรูปแบบของคนในท้องถิ่น
“เราต่อสู่เพื่อให้คนสืบทอดภูมิปัญญาสุราพื้นบ้านให้มีที่ยืนสังคม ไม่ใช่เหล้าป่า เหล้าเถื่อน หรือ สรถ.อีกต่อไป เริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2544 พวกเราออกมาเรียกร้อง จับมือกันทั้งภาคเหนือ ร่วมมือกัน สามัคคีกันออกไปประท้วง เรียกร้องรัฐบาลให้มีการแก้กฎหมายสรรพสามิต ให้เหล้าที่คนในชุมชนผลิตสามารถทำได้เพราะเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญ นำไปสู่การสร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกรจำนวนมาก ตอนนั้นใครถูกจับเราจะพากันไปปิดโรงพักเรียกร้องไม่ให้เสียค่าปรับ เราไปชุมนุมปิดศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่นำลูกแป้งและเหล้าออกมาแสดงนิทรรศการ เพราะรัฐธรรมนูญเปิดให้มีการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยเราเดินตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ ป้าจำได้ วันที่ 20 มีนาคม 2546 รัฐบาลยอมพวกเรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกกฎกระทรวงให้สุราพื้นบ้านสามารถผลิตและจำหน่ายได้ ภายใต้การขออนุญาตผลิตสุรากลั่นชุมชน เป็นสิ่งที่ไม่ลืมเลย มันเป็นการต่อสู้ที่มีความหมายมาก” ป้าคะนองกล่าวต่ออีกว่า “แต่….มันไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจ หลายปีต่อมา พวกเราที่ออกไปต่อสู้เราตั้งโรงกลั่นได้ยากมาก เพราะพวกเราไม่มีเงินทุน ทั้งทุนตั้งโรงงานอย่างถูกต้องและการเสียภาษี แต่คนที่ไม่ได้ออกมาเรียกร้องพอเห็นช่อง เขาก็ทำกันหวังร่ำรวย ก็ไม่เป็นไร พวกเราเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือทำเพื่อสิทธิจริงๆ สุรากลั่นชุมชนทำรายได้ดีในภาพรวมและส่งผลให้ภาษีของจังหวัดแพร่ เพิ่มขึ้นด้วยยอดการขายสุรากลั่นชุมชน แต่เราเสียเปรียบมากกับบริษัทผลิตสุรายักษ์ใหญ่เราใช้ข้าวและสมุนไพรมาทำเหล้า แต่บริษัทใหญ่ใช้ของเหลือจากโรงน้ำตาลมาทำ ต้นทุนแตกต่างกันมากแต่ภาษีเท่ากัน อีกทั้งวงรอบการจำหน่าย กระบวนการผลิต เราต้องแบกภาระอย่างหนัก เกือบทุกรายขายแบบไม่ติดแสตมป์ แทรกไปในตลาดมืด แต่สรรพสามิตก็กวดขัน ส่งชุดสายตรวจเข้าจับกุมหนักขึ้นทุกวัน จนปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มันหนักเกินไปเพราะสรรพสามิตไม่ได้กวาดล้างจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากวาดล้างเพื่อให้คนทำเหล่าอยู่ในเครือข่ายของเขาในการส่งเงินให้รายเดือน ลูกแป้งของป้า ก็ขายไม่ออกไปด้วย ก่อนป้าตายยังอยากเห็นเสรีภาพในภูมิปัญญาของชาวแพร่เกิดขึ้น ” ป่าคะนองกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การกวาดล้างจับกุมของสรรพสามิต ไม่เพียงจับเพื่อปรับหรือลงโทษตามกฎหมาย การจู่โจมเข้าจับกุมกลุ่มที่ลักลอกจำหน่ายเหล้าถุงดูจะมีเงื่อนงำเพราะการจำหน่ายเหล้าถุงไม่หมดไป มีหนังสือร้องเรียนถึง นายพงษ์รัตน์ ภิรมรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ถึง “กลไกอุบาทก์” สรรพสามิตเรียกเก็บเงินผู้ผลิตเหล้ารายละ 5,000 บาท ต่อ เดือนถ้าผู้ประกอบการรายได้ไม่ให้จะถูกกวาดล้าง จับกุมจนอยู่ไม่ได้ ผู้ประกอบการรายใดที่กระด้างกระเดื่องจะถูกจัดการรุนแรงด้วยกฎหมาย แต่ผู้ประกอบการที่เข้าใจจะเข้าไปขอจ่ายนอกเหนือจากภาษีอากร และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีผู้หญิงรายหนึ่งไม่ใช้ราชการเข้ามาเกี่ยวข้องในการเก็บเงิน ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย การเก็บเงินทุกเดือนและทุกเที่ยวที่เข้าจับกุม สายข่าวรายงานว่า สรรพสามิตรรายนี้นำเงินไปฟอก ด้วยการสร้างบ้านไว้ที่ จังหวัดนครปฐม ซื้อรถยนต์หรู และเปิดร้านจำหน่ายสุราในตัวเมืองแพร่โดยให้ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของบัญชีทำหน้าที่ควบคุมร้าน ซึ่งร้านจำหน่ายสุราแห่งนี้ฝ่ายปกครองและทหารจากค่าย ม.พัน 12 เคยเข้าจับกุมเนื่องจากปล่อยให้เยาวชนเข้าไปใช้บริการ และถูกผู้ว่าราชการสั่งปิดกิจการไปแล้ว แต่ร้านเหล้าดังกล่าวก็ยังได้รับอนุญาตเปิดกิจการได้อีกแม้ว่าจะเป็นคำสั่งปิดของผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เพราะร้านแห่งนี้เป็นของสรรสามิตรายนี้นั่นเอง
ในกระบวนการรีดไถ ผู้ประกอบการค้าสุรากลั่นชุมชน ถูกหนังสือร้องเรียนเปิดโปงขบวนการรีดไถ จนนายพงษ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เข้าพื้นที่บ้านห้วยหม้ายเพื่อหาข้อมูลด้วยตนเอง มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำผิดดังกล่าว แต่ว่า “เงินส่วย” มีมนขลัง ผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษเพียงย้ายจากฝ่ายสายตรวจปราบปรามสรรพสามิต อ.เมืองแพร่ ไปอยู่ สำนักงานสรรสามิตในอำเภอรอบนอก

Advertisement

แม้จะถูกตรวจสอบและจับได้โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและฝ่ายทหารในจังหวัดแพร่ กลไกการรีดเงินจากผู้ประกอบการสุรากลั่นชุมชนยังคงดำเนินอยู่ ผู้ที่ขึ้นมาร้องเรียนจะกลายเป็นศัตรูที่ต้องปราบหนักไป ตรงนี้เอง จึงสามารถเรียกได้ว่า “ถึงตอน อวสานสุรากลั่นชุมชน” อย่างแน่นอนแล้ว การรีดไถจะทำให้ผู้ประกอบการค่อยๆ หมดไป หลายแห่งแตกแยกแบ่งออกเป็นกลุ่มยอมจำนน และกลุ่มสู้เพื่อความเป็นธรรม จน ไม่สามารถรวมตัวกันได้ หลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว มีบ้านแต่อยู่ไม่ได้ กลยุทธนี้เกิดขึ้นจากใครเมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญและสนใจสุรากลั่นชุมชนจนทำให้ยอดการจำหน่ายสุรากลั่นชุมชนในจังหวัดแพร่ มีภาษีสูงขึ้น ภาษีสุรากลั่นในปี พ.ศ. 2559 เก็บได้ 471,986,723.18 บาท ปี พ.ศ. 2560 เก็บภาษีได้ 495,728,919.04 บาท ส่วนปีนี้ภาษีตุลาคม 2560 – กรกฎาคม 2561 เก็บได้ 401,735,882.63 บาทและมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกวัน กลุ่มผู้ผลิตสุราหมู่บ้านหลักๆ อยู่ที่ ต.ห้วยหม้าย อ.สอง, ต.สะเอียบ อ.สอง และ ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ ส่วนในอำเภออื่นๆ มีสุรากลั่นชุมชนกระจายอยู่ รวมทั้งจังหวัดแพร่ มีโรงกลั่นสุราพื้นบ้านจำนวน 217 โรง ที่ทำรายได้เข้าสู่ราชการด้วยเงินมหาศาล แต่ผู้ประกอบการกลับถูกรีดเงินใต้โต๊ะ จึงมีคำถามจากกลุ่มผู้ผลิตสุราว่า “สุรากลั่นชุมชนคือภูมิปัญญาไทยที่กฎหมายคุ้มครองหรือไม่ ถ้าใช้ควรมีการอนุรักษ์และส่งเสริม รวมถึงการจัดเก็บรายได้อย่างเหมาะสมหรือไม่…..?
นายอำนวย พลหล้า หัวหน้าศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดแพร่ กล่าวว่า การจะส่งเสริมหรือปราบปราม จะต้องดูที่กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหลักของประเทศมีมาตรการคุ้มครองภูมิปัญญาไทย อีกทั้งสุรากลั่นชุมชนทำรายได้ให้กับรัฐ และที่สำคัญ เป็น กลวิธีของชาวบ้านตามภูมิปัญญาแปรรูปพืชผลเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ถ้าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้ช่องของกฎหมายรีดเงินใต้โต๊ะอยู่ชาวบ้านคงสู้ไม่ไหว แต่ถ้าจะอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ไว้ก็ควรผลักดันให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองและจัดการอย่างเป็นธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของชาวบ้านที่สืบทอดภูมิปัญญานี้ทั่วประเทศ