หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินไหลออกดัน...

เงินไหลออกดันบาทอ่อนค่าเร็ว แตะ33บาทต่อดอลล์

8.10.18 | 20:55 น.

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันที่ 8 ตุลาคม เปิดตลาดที่ระดับ 32.87 บาท อ่อนค่าลงจาก 32.85 บาทต่อดอลลาร์หรัฐ โดยสัปดาห์นี้ต้องติดตามการประชุมประจำปีระหว่างองค์กรการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ที่กรุงบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ตลาดคาดว่าทั้งสององค์กร จะส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นจากเรื่องสงครามการค้าและต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การรายงานเงินเฟ้อในสหรัฐ คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะลดลงจากระดับ 2.7% ในเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับเงินเฟ้อที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2554 ย้ำว่ามีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไป รวมทั้ง รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่สามของกลุ่มธนาคารในสหรัฐอย่าง นักวิเคราะห์คาดว่าจะส่งสัญญาณเชิงบวกด้วยสินเชื่อที่ขยายตัว และอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นจากธุรกิจค้าตราสารทางการเงิน

“ภาพรวมตลาดการเงินสัปดาห์นี้จึงจะแกว่งตัวกว้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีทั้งรายงานการตัวเลขการว่างงานในสหรัฐที่ต่ำลงซึ่งเป็นบวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ธนาคารกลางจีนก็มีการปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีก 1.0% ไปที่ระดับ 14.5% เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนที่กำลังได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าด้วย ทั้งสองปัจจัยยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะสั้น ส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแรงพร้อมกับสกุลเงินภูมิภาคในช่วงสัปดาห์ก่อน จะยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ต่อในช่วงนี้ถ้าตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) มองว่าการลด RRR ของจีนพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยิลด์)สหรัฐ เป็นสองปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของสกุลเงินเอเชียและต้องจับตาตลาดหุ้นประกอบไปด้วย ซึ่งด้วยทิศทางดอกเบี้ย เงินเอเชียมีโอกาสอ่อนค่าแน่นอน ดังนั้นถ้าตลาดยังไม่เปิดรับความเสี่ยง ก็มีโอกาสสูงที่เงินบาทจะอ่อนค่าต่อไปในระยะสั้น กรอบเงินบาทระหว่างวัน 32.76-32.86บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และกรอบเงินบาทในสัปดาห์ 32.50-33.00บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ” นายจิติพล กล่าว

นายจิติพล กล่าวว่า แม้ว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงเร็วแต่ถือว่ายังอ่อนค่าน้อยกว่าภูมิภาค โดยค่าเงินบาทช่วงเปิดตลาดอ่อนค่าลงราว 1.59% ขณะที่รูเปีย อินโดนีเซียอ่อนค่า 2.03% วอน เกาหลีใต้อ่อนค่า 2.00% รูปี อินเดียอ่อนค่า 1.73% ดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่า 1.18% ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า 1.15% ส่วนหยวน จีน อ่อนค่า 0.42% ริงกิต มาเลเซีย อ่อนค่า 0.33% และเยน ญี่ปุ่น อ่อนค่า 0.15%

ด้านกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รายงานว่า มุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มซื้อขายในกรอบ 32.60 – 33.00 ต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังเงินบาททดสอบระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 เดือนก่อนจะพลิกกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทะยานขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1.1 หมื่นล้านบาทแต่ซื้อพันธบัตร 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวชันขึ้นตามสหรัฐ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ฯ มองว่า ตลาดจะให้ความสนใจกับข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐหลังค่าจ้างเดือนกันยายนเติบโตตามคาดและอัตราการว่างงานลดลงมาที่ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 49 ปี แม้จำนวนตำแหน่งการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดก็ตาม ทั้งนี้ สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ช่วงอายุ 10 ปีวิ่งขึ้นแตะ 3.23% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี นอกจากนี้ นักลงทุนจะจับตา สถานการณ์ความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรอิตาลีซึ่งจำกัดการฟื้นตัวของค่าเงินยูโร ในภาพรวมการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และค่าเงินหยวนจะส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะนี้

Advertisement