‘บิ๊กฉัตร’ ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ เตรียมแผนรับมือหลังประเมินน้ำน้อยใกล้เคียงปี’58

9.10.18 | 17:45 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในปี 2561/62 ล่วงหน้า ก่อนที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับผลกระทบ ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณ 869 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 มากกว่าปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยเพียง 28 %

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยความต้องการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/62 (พ.ย. 61 – เม.ย. 62) รวม 446 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น น้ำอุปโภคบริโภค 123 ล้าน ลบ.ม., น้ำรักษาระบบนิเวศ 37 ล้าน ลบ.ม., น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 20 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงการระเหยหรือรั่วซึมอีก 266 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าจะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุนภาคการเกษตรได้ ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูแล้ง คาดว่าจะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 350 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีแนวโน้มว่าในช่วงฤดูแล้งนี้อาจจะต้องนำน้ำจากระดับเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ประมาณ 96 ล้าน ลบ.ม. ขึ้นมาใช้


รองนายกฯจึงได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ ทั้งการจัดทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งการแก้ปัญหาระยะสั้น จะต้องเร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในอ่างฯและวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ พร้อมทั้งแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบถึงสถานการณ์ล่วงหน้า รวมทั้งหามาตรการรองรับ อาทิ การส่งเสริมอาชีพอื่นๆ ทดแทนรายได้ เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่าให้เกษตรกรลงทุนเสียเปล่า หน่วยงานที่เกี่ยวทุกหน่วยต้องเตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรในทุกวิถีทาง
​ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลางในปี 2562 จะต้องมีการปรับเกณฑ์เก็บกักน้ำ (Rule Curve) ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละปี ขณะที่แผนระยะยาวจะต้องวางแผนปรับเพิ่มความจุเขื่อนอุบลรัตน์ และ เพิ่มการผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาเขื่อนอุบลรัตน์ ผ่านโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอยู่แล้วโดยทุกหน่วยต้องเตรียมแผนงาน มาตรการรองรับและบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายในช่วงฤดูแล้งของปี 2561 ต่อ เนื่องถึงปี 2562 จนกว่าฝนใหม่จะมา เขื่อนอุบลรัตน์ได้ประเมินสถานการณ์และวางแผนปรับลดการระบายน้ำลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งกรมชลประทานเองก็จะนำแนวทางการรับมือกับภัยแล้งในปี 2559 มาใช้ โดยคาดว่าน้ำใช้การได้จะหมดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จากนั้นจึงจะนำน้ำที่เก็บกักในระดับต่ำสุดขึ้นมาใช้ตามความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางตุลาคมนี้ จะระดมความร่วมมือของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น เพื่อจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ประมง ปศุสัตว์ เกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดมาตรการงดทำนาปรัง ลดการเลี้ยงปลาในกระชัง เฝ้าระวังคุณภาพน้ำพอง กำจัดผักชวาที่ขวางทางระบายน้ำ รวมถึงร่วมกันบริหารจัดการน้ำโดยใช้น้ำท่าธรรมชาติเป็นหลัก

Advertisement