นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ที่สำนักงานใหญ่ ปตท.ว่า ได้ติดตามการดำเนินงานของ ปตท. ในฐานะองค์กรที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยให้เน้นดำเนินงานภายใต้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ขณะนี้อยู่ในระดับสูง หากราคาตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกจะต้องรับมืออย่างไร 2.ความคืบหน้าสวัสดิการที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและสวัสดิการประชารัฐที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง หากราคายังอยู่ในระดับสูงจะมีการช่วยเหลืออย่างไร เบื้องต้นจะให้การช่วยเหลือกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างและกลุ่มรถแท็กซี่ โดยต้องขึ้นอยู่กับผู้ค้าน้ำมันว่าจะมีการสนับสนุนในส่วนนี้อย่างไร
“การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับ ปตท.ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับรถโดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จดทะเบียน ซึ่งยังไม่ได้สรุปรายละเอียด ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหารือกันต่อไป”นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า นอกจากนี้ 3.ความคืบหน้าการลงทุนในเศรษฐกิจชีวภาพ (ไบโออีโคโนมี) เพื่อเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบการเกษตร โดยที่ผ่านมา ปตท.มีแผนอยู่แล้ว จึงอยากให้เดินหน้าต่อ อาทิ การนำปาล์มมาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุดทั้งด้านพลังงานและการแปรรูป ขณะเดียวกันที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถดำเนินงานร่วมกันต่อไปได้ และ 4.ขยายตลาดการค้าปลีกของปั๊มน้ำมันและสินค้าอื่นๆ โดยใช้อินเตอร์เน็ต ออฟ ติง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเกษตรกร ซัพพลายเออร์ และผู้บริโภค ในการเข้าถึงกลุ่มสินค้าตลอดจนผลิตผลในท้องถิ่น ขณะเดียวกันจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับธนาคารของรัฐ อาทิ ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน ที่มีสินเชื่อให้การสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กอยู่แล้ว
“ปตท.มีทั้งดีมานด์และซัพพลายเอง ในอดีตอาจจะควบคุมยาก แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย สิ่งสำคัญคือ เมื่อเกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแล้วต้องไปพัฒนาโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับเป็นประชารัฐ 4.0”นายสมคิดกล่าว
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีมาตรการช่วยเหลือลดค่าครองชีพประชาชนในส่วนของการลดราคาน้ำมันให้กับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐนั้น ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 รายอื่น เพื่อจัดทำมาตรการ เบื้องต้นกำหนดกรอบความช่วยเหลือให้ส่วนลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในอัตรา 3 บาทต่อลิตร ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้ค้ามาตรา 7 อาทิ ปตท. ในสัดส่วนที่เหมาะสม คาดว่าจะดำเนินการ
และเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวได้ภายในสิ้นปีนี้ หรือไม่เกิน 3 เดือนจากนี้ อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือนี้จะถือเป็นระยะที่ 1 สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งปัจจุบันทั่วประเทศที่ลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีประมาณ 2-3 แสนคัน แบ่งเป็นกรุงเทพฯกว่า 1 แสนคัน และต่างจังหวัด แต่หลังจากนั้นรัฐบาลจะดำเนินการในระยะที่ 2 สำหรับผู้ขับมอเตอร์ไซค์ทั่วไปแต่มีฐานะยากจนและถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ
“รายละเอียดของมาตรการนี้จะมีการหารือและสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งพิจารณาแล้วอัตรา 3 บาทต่อลิตรถือเป็นอัตราเหมาะสม โดยมาตรการดูแลประชาชนผู้ใช้พลังงานประเภทต่างๆนั้น รัฐบาลดำเนินการอย่างเนื่อง เพราะปัจจุบันมีการอุดหนุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ให้กับแท็กซี่ และรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งปตท.รับภาระอยู่ปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท รวมทั้งก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ซึ่งบรรจุอยู่ในบัตรสวัสดิการประชารัฐที่กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนโดยการตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ 363 บาทต่อ 15 กิโลกรัม(กก.) โดยกำหนดช่วยเหลือถึงกลางปี 2562″นายศิริกล่าว
(ชมคลิป)

