นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (จีพีเอสซี) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กรณีที่มีมติไม่อนุมัติการเข้าซื้อหุ้น บมจ.โกลว์ พลังงาน (โกลว์) เพื่อรักษาสิทธิผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะที่ยังมองเห็นถึงความสำคัญในการซื้อกิจการดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและภาคอุตสาหกรรม
“เมื่อวานนี้บอร์ดพิจารณากันตามปกติ เนื่องจากเราเป็นบริษัทจดทะเบียน ดังนั้น ต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ในหนังสือที่ กกพ.แจ้งว่าเรามีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โดยหน้าที่ของเราก็ต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้น เราก็จะใช้สิทธิตรงนั้น เนื้อหารายละเอียดยังไม่ทราบ เราก็จะหารือกันต่อไป” นายชวลิตกล่าว
นายชวลิตกล่าวว่า หลังจากนี้บริษัทจะหารือรายละเอียดถึงการทำหนังสือเพื่อยื่นอุทธรณ์ โดยเบื้องต้นจะชี้แจงถึงกระบวนการเข้าซื้อกิจการซึ่งเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ และอาจชี้แจงถึงแนวทางปฏิบัติในการดูแลลูกค้าทุกรายของกลุ่มโกลว์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้หารือกับลูกค้าทุกรายอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจบริการก็ต้องดำเนินการเพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่ม หรือผู้มีส่วนได้เสียมีความสบายใจ บริษัทก็พร้อมจะดำเนินการให้ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ดำเนินการต่อเนื่อง ส่วนการยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้อาจทำให้ระยะเวลาในการซื้อกิจการโกลว์ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ เดิมนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะเป็นเงื่อนไขข้อตกลงเดิมที่ได้ทำไว้กับกลุ่ม Engie Global Development B.V. (Engie) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโกลว์ และไม่ได้เป็นปัญหาต่อสัญญาการกู้เงินเพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะเราได้หารือกับทุกฝ่ายให้เข้าใจสถานการณ์แล้ว
“เรามีเหตุผลที่จะชี้แจง ขอย้ำว่าเราเคารพทุกความเห็นลูกค้า ความเห็นที่มาจากทางด้านสาธารณะ บทบาทหน้าที่ของ กกพ. เราเคารพในความเห็นเหล่านั้น แต่เรามีหน้าที่ที่จะรักษาสิทธิของเราและความเห็นของเราที่คิดว่าถูกต้องชอบธรรม เราก็เคารพในหน้าที่ซึ่งกันและกัน เราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา” นายชวลิตกล่าว
ส่วนกรณีที่หาก กกพ.ยกคำอุทธรณ์ดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น นายชวลิตกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตอบประเด็นนี้เพราะจะต้องพิจารณาเป็นขั้นตอนไป แต่เบื้องต้นการพิจารณาคำอุทธรณ์ของ กกพ.ไม่ได้มีระเบียบกำหนดเวลาที่แน่นอน แต่คาดว่าไม่น่าจะช้ากว่า 30 วันซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติตามขั้นตอนราชการทั่วไป
สำหรับ จีพีเอสซีมีแผนซื้อกิจการโกลว์ด้วยมูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาท โดยจะเป็นการซื้อหุ้นจากกลุ่ม Engie ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโกลว์ สัดส่วน 69.11% วงเงินรวม 9.59 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม หากได้รับอนุมัติจาก กกพ. หลังจากนั้นจะทำคำเสนอซื้อหุ้นโกลว์ส่วนที่เหลือต่อไป โดยภายหลังการเข้าซื้อกิจการโกลว์จะทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในกลุ่มเพิ่มเป็นราว 5,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 6.9% ของกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศ แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กกพ.มีมติเอกฉันท์ ไม่อนุมัติคำขอเพื่อรวมกิจการของจีพีเอสซี โดยการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในโกลว์ เนื่องจากจะส่งผลต่อการลดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 เพราะการรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมในบางพื้นที่ จะมีบริษัทที่มีอำนาจการบริหารกิจการไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงรายเดียว จึงเป็นการลดการแข่งขัน ขณะที่การให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ก็ไม่สามารถทดแทนการให้บริการของลูกค้ากลุ่มโกลว์ได้ เนื่องจากเหตุผลทางคุณภาพ

