หน้าแรก เศรษฐกิจ พลิกข้อปฏิบัต...

พลิกข้อปฏิบัติ ไขปมสงสัย ‘นักบิน’ นั่งตรงไหน

22.10.18 | 12:49 น.

การแย่งชิงที่นั่งบนเครื่องบิน โดยเฉพาะที่นั่งจำนวนจำกัด อย่างที่นั่งชั้นเฟิร์สต์คลาส และที่นั่งชั้นนักธุรกิจ (บิซิเนส) ถือเป็นเรื่องปกติในยุคการเดินทางปัจจุบัน ด้วยเหตุมีจำนวนจำกัดและต้องการความสะดวกสบายในเส้นทางที่ต้องใช้เวลาการเดินทางยาวนานหลายชั่วโมง


แต่เป็นเรื่องผิดปกติสำหรับคนทั่วไป และเป็นประเด็นถึงความเหมาะสมเหมาะควรแค่ไหน เมื่อเกิดเหตุเครื่องบินของสายการบินไทยขึ้นบินล่าช้ากว่ากำหนด (ดีเลย์) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ในเที่ยวบิน ทีจี 971 เส้นทางซูริก-กรุงเทพฯ

เนื่องจากนักบินไม่ยอมนำเครื่องขึ้น เพราะนักบินที่จะโดยสาร (Deadhead pilot) ยืนยันจะนั่งชั้นเฟิร์สต์คลาส

แต่เฟิร์สต์คลาสเที่ยวบินนั้นเต็ม ทำให้ผู้โดยสารกว่า 300 คน ต้องนั่งรอเครื่องบินขึ้นกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

Advertisement

จนสุดท้ายผู้โดยสารยอมสละที่นั่งให้นักบินได้นั่งแทน เพื่อให้เครื่องบินได้บินกลับกรุงเทพฯ

เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวแพร่ออกสู่สาธารณชน ต่างก็ตั้งคำถามถึงผู้บริหารการบินไทย

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกมายอมรับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง และกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร จึงสั่งการให้ตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนผลการตรวจสอบและการดำเนินการอย่างไรต่อไป รับการยืนยันว่าต้องรู้ผลภายใน 7 วัน นับจากตั้งคณะทำงานตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา

“ทุกคนก็ด่ากัน ก็เข้าใจ ผมเองก็อยากรู้สาเหตุเช่นกัน ยินดีรับทุกเรื่อง ไม่ได้คัดค้าน ผู้หลักผู้ใหญ่สนใจหมดและต้องการคำตอบ ผมรับปาก ในฐานะดีดีการบินไทย ผมปฏิเสธไม่ได้จะต้องน้อมรับผิด” นายสุเมธกล่าวยอมรับ

ก่อนหน้านี้ ก็มีความเห็นหลากหลาย พยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น พนักงานการบินไทยรายหนึ่ง ออกมาระบุว่า ในการปฏิบัติงานของคณะนักบิน (deadhead pilot) มักจะได้นั่งชั้นเฟิร์สต์คลาสเป็นประจำ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เสมือนเป็นสิทธิของนักบิน

หรือ นายสนอง มิ่งเจริญ นายกสมาคมนักบินไทย ระบุว่า เรื่องนี้มีระเบียบปฏิบัติตามสิทธิของนักบินอยู่แล้ว ประกอบกับในเที่ยวบินดังกล่าว จากที่หาข้อมูล พบว่าไม่มีที่นั่งเฟิร์สต์คลาส ไม่ตรงกับข้อความที่เผยแพร่ออกมาว่าผู้โดยสารสละที่นั่งให้กับนักบินจากชั้นเฟิร์สต์คลาสเป็นชั้นธุรกิจ คงต้องรอผลสอบให้แน่นอนก่อน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทางการบินไทยมีมาตรการรองรับ

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.กบท.) มองว่า กรณีที่เกิดขึ้นได้กระทบต่อภาพลักษณ์การบินไทยมากๆ เช่นเดียวกับกรณีการบินไทยจะต้องจ่ายเงิน 300 ล้านบาท ให้กับทางสหภาพ เพราะฉะนั้นจึงตั้งคำถามว่าการบินไทยทำอะไรอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นมีระเบียบอยู่แล้ว แต่ทางนักบินจะต้องคำนึงถึงรายได้หรือผู้โดยสารก่อน หรือคำนึงถึงประโยชน์ของการบินไทยก่อนประโยชน์ส่วนตัวก่อนหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาจากเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 777-300 บินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปลงที่ซูริก มีปัญหาในเรื่องของท่อลมแตก จึงจำเป็นต้องจอดไว้ซูริก และต้องนำช่างซ่อมจากประเทศไทยไปซ่อมแซม พร้อมนำเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 747-400 ไปรับผู้โดยสารจากซูริกมายังสุวรรณภูมิ แต่เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 มีให้บริการทุกชั้น คือ ชั้นเฟิร์สต์คลาส ชั้นบิซิเนสคลาส และชั้นประหยัด ขณะที่โบอิง 777-300 ไม่มีชั่นบิซิเนสคลาส ประเด็นปัญหาเกิดขึ้นตอนขากลับมากรุงเทพฯต้องนำนักบินที่ขับเครื่องบินโบอิ้ง 777-300 ที่จอดซ่อมที่ซูริกกลับมาด้วย และเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมา เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 เป็นเครื่องบินลำใหญ่มาก ด้านหลังของกัปตันมีห้องนอนสามารถหลับนอนได้อย่างสบาย โดยนักบินที่นั่งกลับมาด้วยสามารถใช้บริการได้ เนื่องจากไม่ต้องขับเครื่องบิน แต่ก็ไม่มีใครใช้ จนทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา”

ผู้สื่อข่าว “มติชน” ได้ทำการสอบถามถึงวิธีปฏิบัติและสิทธิที่นักบินได้รับจากสายการบิน จากแหล่งข่าววงการนักบิน ก็ชี้แจงไว้ดังนี้

สิทธิประโยชน์เบื้องต้นของนักบินจะเหมือนกันทุกสายการบินอื่นทั่วๆ ไป อาจมีแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่เรื่องการให้สิทธิที่นั่งชั้นเฟิร์สต์คลาสแก่นักบิน หากต้องการนั่ง เนื่องจากต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่ เป็นเรื่องต้องได้รับสิทธิ แต่ในกรณีที่เป็นผู้โดยสารเพื่อเดินทางกลับบ้านเท่านั้น ต้องการปฏิบัติเหมือนผู้โดยสารปกติ คือเข้าซื้อเข้าจองการเป็นผู้โดยสารเหมือนคนซื้อตั๋ว ที่จองไว้ตั้งแต่แรก ก็สามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้

“แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้โดยสารจองตั๋วรอไว้แล้ว จึงไม่สามารถลดระดับชั้นที่นั่งของผู้โดยได้ ไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้น เนื่องจากผู้โดยสารเสียเงินซื้อตั๋วและเดินทางเข้ามานั่งที่นั่งบนเครื่องบินตามสิทธิของตนเองแล้วเช่นเดียว กรณีนี้นักบินควรมีภาวะผู้นำและมีความเสียสละมากกว่านี้ เพื่อให้สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ตามปกติ เป็นการเห็นแก่ส่วนร่วม มองผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่ทำเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง แต่ไม่สนใจสิทธิของผู้โดยสารที่ต้องเสียเวลาอีกเป็นร้อยชีวิต” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ให้พนักงานในบริษัท อาทิ ให้พนักงานสามารถบินฟรีได้ ปีละไม่เกินกี่ครั้ง ต้องจองและรอให้ที่นั่งว่าง จึงจะสามารถเดินทางได้ ไม่สามารถกำหนดหรือร้องขอให้ได้ดังใจได้

ส่วนนักบินที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ก็มีสิทธินั่งที่นั่งชั้นเฟิร์สต์คลาส แต่จะมีการกำหนดที่นั่งไว้ให้ในตอนแรก ไม่เปิดขายผู้โดยสารท่านอื่น จึงไม่เกิดปัญหาใดขึ้น เนื่องจากต้องให้นักบินพักผ่อนเต็มที่เพื่อเตรียมความพร้อมในการบิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายใดขึ้น

เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนฟ้า มักมาเป็นเพียงเสี้ยววินาที ไม่ได้เป็นชั่วโมงเหมือนในท้องถนน นักบินจึงต้องมีสติสัมปชัญญะมากพอและต้องเตรียมรับมือทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนนักบินต้องการเดินทางไปในฐานะผู้โดยสารบนเครื่อง หากต้องการที่นั่งในชั้นเฟิร์สต์คลาสก็สามารถทำได้ แต่ต้องทำการจองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อสำรองที่นั่งไว้ ไม่สามารถทำตามความต้องการได้ทันที

ข้อปฏิบัติของนักบินที่ระบุไว้ คงเปรียบเสมือนคนขับรถ มีหน้าที่ต้องพาผู้โดยสารไปส่งให้ถึงจุดหมายปลายทางให้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่าความรับผิดชอบของนักบินต้องสูงกว่า เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสารทั้งเครื่องบินที่มีจำนวนมากกว่าคนขับรถหลายสิบเท่า โดยก่อนขึ้นบิน ต้องตรวจความพร้อมทั้งของตนเอง พนักงานด้วยกัน และเครื่องบินก่อนทุกครั้ง ถึงแม้ว่าเครื่องบินจะมีช่างคอยตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ต้องตรวจสอบอีกครั้งก่อนขึ้นบิน

ถือเป็นข้อปฏิบัติหลักของนักบินทุกคน