นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการดมเดิร์นเทรด(MTSI) โดยจัดทำขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 (กรกฎาคม-กันยายน) เป็นครั้งแรก โดยมูลค่าตลาดของโมเดิร์นเทรดคิดเป็นสัดส่วนกว่า 65% ของมูลค่าตลาดค้าส่งและค้าปลีกไทยที่ปี 2560 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.45 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วน 9.6% ของจีดีพี สำหรับดัชนี MTSI อยู่ที่ 50.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2560 และดัชนีอยู่ที่ 65.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ทั้งนี้ หากประเมินล่วงหน้าในช่วงไตรมาสที่ 4 ดัชนีอยู่ที่ 61.5 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องสงครามการค้า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอลงไป ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นซื่งจะส่งผลต่อต้นทุน
“โมเดิร์นเทรดพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเป็นหลักซึ่งจากดัชนีที่ออกมาอยู่ที่ระดับ 50.0 ถือว่าเป็นระดับปกติ การจับจ่ายของคนไทยขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้รายรับจากการขายและบริการและกำไรของโมเดิร์นเทรดเพิ่มขึ้น หากแยกรายภาครายรับของโมเดิร์นเทรดเพิ่มขึ้น จากลูกค้าภาคตะวันออกและรองลงมาเป็นภาคกลาง ขณะที่ทรง ๆ ตัว คือ ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้มีอุปสรรคต่อกำลังซื้อจากราคาปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัว ส่วนต้นทุนยังปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ทั้งนี้พบว่าโมเดิร์นเทรดเริ่มมีการสั่งสินค้าคงคลังมากขึ้นสะท้อนความมั่นใจต่อกำลังซื้อในอนาคต ทั้งนี้ ด้านจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้น ราคาขายยังปรับเพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อและเรียลดีมานด์ที่เกิดดขึ้น ส่วนการแข่งขันกับธุรกิจออนไลน์ โมเดิร์นเทรดมีการปรับตัวดีและมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้กับธุรกิจ และสามารถสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์ได้เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่กังวล คือ การขาดแคลนแรงงานและเทคโนโลยีนวัตกรรม และนักท่องเที่ยวลดลง” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะที่โมเดิร์นเทรดต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา ได้แก่ ผลักดันไทยให้เป็น ช็อปปิ้ง พาราไดซ์ เร่งเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวชาติอื่นเพื่อชดเชยนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายโดยนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษี มีมาตรการยโยบายด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนโมเดิร์นเทรดและเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบอนุญาต มีมาตรการปรับลดภาษีสินค้าในกลุ่มที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และมีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ณ จุดขายในศูนย์การค้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ ภาคธุรกิจค้าปลีกต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจ้างแรงงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ลุกค้ามาจับจ่ายซื้อสินค้า อยากให้รัฐบาลเร่งออกระเบียบอัตราจ้างรายชั่วโมงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ใหญ่ และการทำงานพิเศษ ส่งเสริมการสรรหาผู้ว่าจ้างบุคลากรระดับปฏิบัติการผ่านหน่วนงานต่าง ๆ ของรัฐบาล
นายปราโมทย์ มนูพิบูลย์ ที่ปรึกษา บริษัท ซีพี ออล จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอิเลฟเว่น กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กระจายตัวทุกจังหวัดและมีการจ้างงานมาก เพราะภาคบริการมีความต้องการบุคลากรที่มีจิตสำนึกในการให้บริการ และต้องมีการฝึกอบรมพนักงาน อยากให้ภาครัฐหนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อหนุนคนทำงานด้านบริการง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อการลดคน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และให้บริการดีขึ้น
นายมนตรี กนกพงศกร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต กล่าวว่า ประเมินว่าไตรมาสที่ 4 มีการเข้ามาจับจ่ายมากขึ้น เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสมาสต์ต่อเนื่องปีใหม่มีซึ่งโมเดิร์นเทรดแค่ละแห่งคงจะมีมาตรการส่งเสริมการขายต่างๆ ทั้งส่วนลดของแถมออกมากระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค

